บทความที่ได้รับความนิยม
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554
จริยธรรมในฐานะ “มือที่มองเห็น”ของเศรษฐกิจอิสลาม
โจเซฟ ชุมปีเตอร์ กล่าวไว้ในหนังสือ History of Economics Analysis ได้แสดงให้เห็นสภาพความตกต่ำของยุคกลางหรือรู้จักกันว่าเป็นยุคมืดซึ่งการปกครองการบริหารทั้งหมดอยู่ภายใต้คริสต์จักรของยุโรปซึ่งหลังจากการตกต่ำในยุคนั้นก็ได้เกิดยุคแห่งภูมิปัญญาของยุโรป (Enlightenment)อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งในช่วงนี้ได้เกิดปรัชญา มรรควิธีเชิงประจักษ์ (Empirical Medthod) และศิลปะในยุคกรีก-โรมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และได้มีการศึกษาเศรษฐกิจในพื้นที่และสำนักต่างๆ
การศึกษาอย่างมีมรรควิธีที่ประจักษ์ดังกล่าวและลักษณะของยุคแห่งภูมิปัญญาก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน่าอัศจรรย์แต่ในขณะเดียวกันมันได้เผยให้เห็นถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ นั่นคือ ธรรมชาติอันอันปราศจากการควบคุมและความหลงตัวเอง แต่ระบบเศรษฐกิจแห่งพระเจ้าองค์เดียวเป็นระบบเศรษฐกิจแห่งมนุษย์กำไรเช่นเดียวกันแต่ก็ยังคงวางอยู่บนพื้นฐานแห่งจริยธรรมทางศาสนา เพราะศาสนาแห่งพระเจ้าองค์เดียวจะทำให้มนุษย์ตระหนักในเรื่องมโนธรรมและไม่ลุ่มหลงไปกับลัทธิวัตถุนิยมอย่างมืดบอด เมื่อหันมามองโลกอิสลามในยุคทองทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้คนซึ่งศรัทธาในอัลลอฮ์องค์เดียวมีการเก็บค่าเช่าทางเศรษฐกิจอย่างง่ายๆ ไม่ซ้ำซ้อนในเรื่องการเก็บเพราะการเก็บซ้ำซ้อนจะก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มแก่ผู้ประกอบธุรกรรม การเชื่อในอัลลอฮ์ และจริยธรรม อันได้แก่ การห้ามริบา ความไม่ซ้ำซ้อน ความเป็นพี่น้องก็เป็นเหตุผลที่ทำให้การเงินอิสลามเป็นความสำเร็จในช่วงยุคต้นของบรรพชนอิสลามและมุสลิมก็เป็นผู้นำทั้งในแง่วิทยาการและจริยธรรมในช่วงแห่งยุคมืดและการบิดเบือดของศาสนจักรในฝากฝั่งยุโรป
การขยายตัวของยุคทองทางด้านเศรษฐกิจของอิสลามเกิดขึ้นได้ด้วยการขับเคลื่อนของความเจริญทางด้านศีลธรรม และศาสนาอิสลาม ความหลากหลายของมุสลิมในดินแดนต่างๆ และมโนธรรมสำนึกแห่งการทำงานเพื่อศาสนาของอัลลอฮ์ การขยายตัวทางการค้าและการกระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรมในอิสลาม(ซึ่งไม่ได้จำกัดความแค่ทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น) ก่อให้เกิดการปรับปรุงทางทางจริยธรรมของคน จิตสำนึกความเป็นพลเมืองจะผูกโยงกับจิตสำนึกแห่งศาสนาซึ่งหมายความว่าจิตสำนึกแห่งความเป็นอุมมะฮ์อิสลามร่วมกันนั่นเองเพราะมุสลิมเชื่อมั่นในโลกหน้าจึงจำเป็นต้องแสวงหาความมั่งคั่งและความปลอดภัยในโลกหน้าควบคู่กันไป มูลฐานสำคัญในการขยายตัวและความมั่นคั่งของมุสลิมในยุคนั้นคือ อัลกรุอานและซุนนะห์ของท่านรอซูล (ขอความสันติความโปรดปรานมีแด่ท่าน) ซึ่งท่านได้กล่าวกล่าวอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นของจริยธรรมทางการเงิน การสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจที่ยุติธรรม
จากอิบนุ อุมัร กล่าว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความโปรดปรานความสันติมีแด่ท่าน)กล่าวว่าเมื่อบุคคลสองฝ่ายทำข้อตกลงที่จะซื้อขาย ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะเลือก(กำหนดราคา ทำสัญญาซื้อขายกันหรือยกเลิกการซื้อขาย) ก่อนที่จะแยกจากกันหรือได้ตกลงอย่างหนึ่งอย่างใด เว้นแต่มีการตกลงล่วงหน้า[1]
จากอบูฮูรอยเราะฮกล่าวว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความโปรดปรานความสันติมีแด่ท่าน) กล่าวว่า พ่อค้าควรมีอิสระในการขายหรือไม่ขายก็ได้[2]
ดังนั้นระบบคำสอนอิสลามจึงไม่ใช่แค่ความรู้อันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงจิตวิญญาณและการปฏิบัติที่เป็นธรรม จุดนี้เป็นสิ่งที่สร้างความรุ่งเรืองให้แก่มุสลิม เริ่มทั้งแต่การทำธุรกรรมเล็กๆตามท้องถิ่นต่างๆ จนกระทั่งมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและการสร้างเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน (เช่น ตราสารต่างๆ) ในช่วงเวลาเดียวกันอีกฟากหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วย ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้าต่างๆ ต่างถูกกดขี่ด้วยระบบเศรษฐกิจที่ไม่ยุติธรรมซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็เรียกร้องความเป็นธรรม ภายใต้สังคมที่ไม่เป็นธรรมและเต็มไปด้วยระบบทาส
ต้นแบบแห่งการดำเนินธุรกรรมอิสลามไม่เฉพาะแค่การปฏิเสธการขูดรีดเท่านั้น แต่ยังห้ามการดำเนินธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทที่มีแนวโน้มซึ่งอาจจะนำไปสู่การขูดรีดได้ S.Todd Lawry ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเป็นสำนักทางเศรษฐศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่ามีแนวทางเศรษฐศาสตร์ที่ค่อนข้างเสรีควบคู่กับสำนักชิคาโก ได้ทำการศึกษาเศรษฐกิจในยุคของท่านรอซูล (ขอความสันติความโปรดปรานมีแด่ท่าน) พบว่าสภาพการเงินมีความมั่นคั่งโดยมีฐานการดำเนินนโยบายทางอัลกรุอานและความเป็นรอซูลหรืออัซซุนนะห์ของท่าน ในช่วงต้นของงานของเขา ที่ชื่อว่า Medieval Islamic Economic Thought : Filling the Great Gap in European Economic ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจอิสลามในอดีตวางอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการดังนี้
1. ในทุกๆกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินต่างๆ ต้องวางอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกัน ของสังคมร่วมกัน และของโลกทั้งมวลร่วมกัน
2. ในทุกๆกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินต่างๆ ต้องวางอยู่บนความเสมอภาคและจริยธรรมแห่งการจำนนต่ออัลลอฮ์ เพื่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ของปัจเจกชนและการช่วยเหลือคนยากไร้และผู้ด้อยโอกาสผ่านการกระจายรายได้ผ่านระบบซะกาต
3. ในทุกๆกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่มีการขูดรีดผ่านส่วนเกินและรายได้อันมิบังควรต่างๆจะถือว่าเป็นการกบฏ เป็นการเนรคุณพระเจ้า การกระทำผิดต่อสังคมและประชาชนทั้งมวล
จากหลักการข้างต้นได้ถือเป็นปรัชญาของเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาของมุสลิม ก่อให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐกิจและการเงินซึ่งวางอยู่บนจริธรรมแห่งการกำหนดโดยอัลกรุอานและซุนนะห์ ศาสตราจารย์ Lawry ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ปรัชญาดังกล่าวยังสร้างนักเศรษฐศาสตร์มุสลิมที่เป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์อันดีแห่งความเป็นนักเศรษฐศาสตร์จักรวาลทัศน์นิยม และอาจกล่าวได้ว่าอิสลามเป็นเครื่องหมาย “จริยธรรมแห่งการพาณิชย์”
อ่านเเละโหลดบทความเต็มๆ ที่ http://www.4shared.com/file/DNJea_dO/_online.html
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
ทบทวนชีวิตเหล่าชูฮาดาอ์ : สายลมไหวอ่อนๆ จากสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์
ซาเล็ม อับดุลลอฮ
การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิของอัลลอฮ ผู้เป็นพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวแห่งสากล ขอความสันติสุขจงมีแด่บรรดามุจาฮิดีนผู้ซึ่งดำเนินตามวิถีทางแห่งมุฮัมมัด บินอับดุลลอฮและเหล่าสหายผู้ประเสริฐของท่าน ขอความสันติสุขจงมีแด่ผู้ปฏิบัติเจริญรอยตามท่านตราบวันสุดท้าย
ผู้เขียนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสจากวารสารชมรมมุสลิม มอ.ปัตตานี ที่ได้ให้โอกาสผู้เขียนได้เขียนบทความในคอนเซ็ปที่ว่า “ทบทวนชีวิต”แบบไม่จำกัดจำนวนหน้าเพื่อตีพิมพ์ลงวารสารชมรมซึ่งผู้เขียนขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขออัลลอฮตอบแทนคุณความดีแก่ท่าน
ผู้เขียนเขียนบทความนี้ขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อบอกเล่าถึงอีกวิถีหนึ่งแห่งชีวิตของบรรดาผู้ซึ่งได้ญิฮาดเพื่อสถาปนากฎหมายของอัลลอฮขึ้นมาบนหน้าแผ่นดินของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ชีวิตของบุคคลเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตซึ่งแสดงออกให้เห็นในทุกอย่างก้าวของพวกเขาเพื่อการยืนยันประโยคเดียวที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่น นอกจากอัลลอฮ”
อัลลอฮได้ส่งสัจธรรมผ่านการประกาศของศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติมีแด่ท่าน) ซึ่งประวัติศาสตร์แห่งช่วงชีวิตของท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติมีแด่ท่าน) เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งได้ยืนยันแล้วว่าหนึ่งในสิ่งสำคัญในการเผยแพร่และปกป้องสัจธรรมของอัลลอฮจากฏอฆูตก็คือการญิฮาด ดังคำพูดของศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติมีแด่ท่าน) ที่ว่า
“ประตูแห่งสวรรค์อยู่ใต้ร่มเงาแห่งคมดาบ”[1]
มันเป็นการกล่าวอย่างมือบอดมากหากใครก็ตามที่พยายามจะสร้างโลกแห่งการไม่ใช้ความรุนแรงในทุกกรณี เพราะประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติได้ยืนยันแล้วว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ซึ่งในเรื่องนี้ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติมีแด่ท่าน) ก็ได้ยืนยันเช่นกันดังคำพูดของท่านว่า
“รากของการศรัทธานั้นมีอยู่3 ประการด้วยกัน คือ 1) การระงับจากการเข่นฆ่าผู้ที่เปล่งออกมาซึ่ง “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ” และไม่กล่าวหาว่าเขาผู้นั้นคือผู้ปฏิเสธศรัทธาแม้ว่าเขาจะกระทำความชั่วซักเพียงใดก็ตาม และอย่าขับไล่เขาออกจากอิสลามเนื่องด้วยการกระทำใดๆของเขา 2) การญิฮาดจะยังคงดำเนินต่อไปนับตั้งแต่วันที่อัลลอฮฺส่งฉันลงมาในฐานะศาสนทูตแห่งมวลมนุษยชาติจนถึงวันที่สมาชิกคนสุดท้ายจากครอบครัวของฉันจะต่อสู้กับ ดัจญาน การกดขี่ของทุกๆทรราชและการตัดสินของทุกๆผู้ปกครองจะไม่ทำให้มันเป็นโมฆะ 3) คนผู้นั้นต้องมีศรัทธาต่อกฎสภาวะของพระองค์”[2]
และเช่นกันมันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวจะสามารถอยู่ในแผ่นดินซึ่งมีแต่การเคารพฏอฆูตตัวต่างๆอย่างมากมายเช่นปัจจุบัน ดังนั้นนับแต่ประวัติศาสตร์ยุคแรกของอิสลามจนกรัทั่งปัจจุบันจึงเป็นประวัติศาสตร์แห่งการถล่มฏอฆูต เริ่มจากการตั้งภาคี การเชื่อในพระเจ้าอื่นๆ ลัทธิพระเจ้าหลายองค์ ลัทธิยกตนขึ้นเป็นพระเจ้า และในปัจจุบันเป็นการต่อสู้กับฏอฆูตที่มาในนามกฏหมายอื่นนอกเหนือประกาศิตแห่งอัลลอฮ กฎหมายที่มาในนามลัทธิมนุษยนิยม เสรีภาพจอมปลอมและฏอฆูตประชาธิปไตยนั่นเอง
และแน่นอนว่าการญิฮาดจะยังคงดำเนินตราบวันพิพากษา
อ่านเเละดาวน์โหลดบทความเต็มที่
http://www.4shared.com/document/w2RLFMaG/___online.html
[1] บันทึกโดยอิมามมุสลิม
[2] บันทึกโดยอิมาม อบูดาวู
ด
ด
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554
ฤา ประชาธิปไตยคือการแก้ผ้า
อัลลอฮ์ได้ส่งสัจธรรมผ่านการประกาศของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ หนึ่งในข้อบัญญัติที่อัลลอฮ์
กำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงคือการปกปิดร่างกายด้วยผ้าคลุมศรีษะลงมาถึงหน้าอกของเธอ(อันนูร:31)
คำตอบสำหรับผู้ศรัทธาหญิงต่อบทบัญญัติข้างต้นคือ เราได้ยินแล้ว และเราเชื่อฟัง เราปฏิบัติตาม(อันนูร:51) แต่ในยุคปัจจุบันลัทธิฏอฆูตที่ขนานนามกันว่าประชาธิปไตยกำลังคุกคามหลักการข้อนี้ของพระผู้เป็นเจ้า
อัลลอฮ์สั่งให้ปกปิดร่างกาย (อันนูร:31)
ประชาธิปไตยบอกว่า ผู้หญิงต้องมีสิทธิสตรีในการแต่งกาย
อัลลอฮ์บอกว่าทุกสรรพสิ่งเป็นของพระองค์และจำต้องสิโรราบต่อบทบัญญัติของพระองค์ (อันนูร:42)
ประชาธิปไตยบอกว่า ผู้หญิงโชว์ร่างกายของตนเอง
อัลลอฮ์บอกว่าพระองค์สร้างมนุษย์มาในสภาพที่สวยงาม (อัตตีน:4)
ประชาธิปไตยบอกว่าอัลลอฮ์ผิดพลาดในการสร้าง ดังนั้นผู้หญิงควรศัลยกรรมตกแต่งร่างกายเพื่อความสวยงาม
อัลลอฮบอกว่าผู้ศรัทธาหญิงจะสงวนความสวยงามของนาง เพื่อสามีของนางเท่านั้น (อันนูร:31)
ประชาธิปไตยบอกว่า ผู้หญิงควรแก้ผ้าเพื่อแสดงให้บุรุษเพศที่เห็นเธอลุ่มหลง
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่ามุสลิมผู้ซึ่งประกาศว่าตนเองคือผู้เชื่อฟังและสิโรราบต่อบัญญัติของอัลลอฮ์อย่างไม่มีเงื่อนไข กำลังเห็นดีเห็นงามกับลัทธิเจว็ดนี้ ด้วยการดัดแปลงลักษณะการแต่งกายของพวกเธอไปในลักษณะต่างๆ ประหนึ่งไม่มีความแตกต่างใดๆเลยกับผู้ซึ่งปฏิเสธการปกปิดที่อัลลอฮ์บัญญัติ
พวกเธอดัดแปลงเครื่องแต่งกายไปเพื่อความทันสมัย เพื่อความเป็นประชาธิปไตยและโลกาวิวัฒน์จนแทบไม่คิดถึงวันโลกาวินาศกันบ้างเลย พวกเธอปิดบังเส้นผมเพียงเพื่อให้สังคมรับรู้ว่าพวกเธอเป็นมุสลิมเท่านั้นเอง
โอ้พี่น้องผู้ศรัทธาหญิงถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องทบทวน ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกล้าที่จะยืนเพื่อประกาศว่า........
ฉันศรัทธาในอัลลอฮ์ ฉันปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์
หากการคลุมฮิญาบ หากการปกปิดคือการกดขี่
พวกเราขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า.......
เพิ่มเติมที่ Baitulansar.info
กำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงคือการปกปิดร่างกายด้วยผ้าคลุมศรีษะลงมาถึงหน้าอกของเธอ(อันนูร:31)
คำตอบสำหรับผู้ศรัทธาหญิงต่อบทบัญญัติข้างต้นคือ เราได้ยินแล้ว และเราเชื่อฟัง เราปฏิบัติตาม(อันนูร:51) แต่ในยุคปัจจุบันลัทธิฏอฆูตที่ขนานนามกันว่าประชาธิปไตยกำลังคุกคามหลักการข้อนี้ของพระผู้เป็นเจ้า
อัลลอฮ์สั่งให้ปกปิดร่างกาย (อันนูร:31)
ประชาธิปไตยบอกว่า ผู้หญิงต้องมีสิทธิสตรีในการแต่งกาย
อัลลอฮ์บอกว่าทุกสรรพสิ่งเป็นของพระองค์และจำต้องสิโรราบต่อบทบัญญัติของพระองค์ (อันนูร:42)
ประชาธิปไตยบอกว่า ผู้หญิงโชว์ร่างกายของตนเอง
อัลลอฮ์บอกว่าพระองค์สร้างมนุษย์มาในสภาพที่สวยงาม (อัตตีน:4)
ประชาธิปไตยบอกว่าอัลลอฮ์ผิดพลาดในการสร้าง ดังนั้นผู้หญิงควรศัลยกรรมตกแต่งร่างกายเพื่อความสวยงาม
อัลลอฮบอกว่าผู้ศรัทธาหญิงจะสงวนความสวยงามของนาง เพื่อสามีของนางเท่านั้น (อันนูร:31)
ประชาธิปไตยบอกว่า ผู้หญิงควรแก้ผ้าเพื่อแสดงให้บุรุษเพศที่เห็นเธอลุ่มหลง
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่ามุสลิมผู้ซึ่งประกาศว่าตนเองคือผู้เชื่อฟังและสิโรราบต่อบัญญัติของอัลลอฮ์อย่างไม่มีเงื่อนไข กำลังเห็นดีเห็นงามกับลัทธิเจว็ดนี้ ด้วยการดัดแปลงลักษณะการแต่งกายของพวกเธอไปในลักษณะต่างๆ ประหนึ่งไม่มีความแตกต่างใดๆเลยกับผู้ซึ่งปฏิเสธการปกปิดที่อัลลอฮ์บัญญัติ
พวกเธอดัดแปลงเครื่องแต่งกายไปเพื่อความทันสมัย เพื่อความเป็นประชาธิปไตยและโลกาวิวัฒน์จนแทบไม่คิดถึงวันโลกาวินาศกันบ้างเลย พวกเธอปิดบังเส้นผมเพียงเพื่อให้สังคมรับรู้ว่าพวกเธอเป็นมุสลิมเท่านั้นเอง
โอ้พี่น้องผู้ศรัทธาหญิงถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องทบทวน ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกล้าที่จะยืนเพื่อประกาศว่า........
ฉันศรัทธาในอัลลอฮ์ ฉันปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์
หากการคลุมฮิญาบ หากการปกปิดคือการกดขี่
พวกเราขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า.......
“พวกเรามีความยินดีที่จะถูกกดขี่ ดีกว่าการมีเสรีภาพด้วยการแก้ผ้า”
เพิ่มเติมที่ Baitulansar.info
มายาคติของนักสังคมศาสตร์มุสลิม
และแท้จริงจากหมู่พวกเขานั้น มีกลุ่มหนึ่งบิดลิ้นของพวกเขา ในการอ่านคัมภีร์ ทั้งๆ ที่มันมิได้มาจากคัมภีร์ และพวกเขากล่าวว่า มันมาจากที่อัลลอฮ์ทั้งๆ ที่มันมิใช่มาจากอัลลอฮ์ และพวกเขากล่าวความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเขาก็รู้กันดีอยู่- 78-อาลิอิมรอน
บทนำ
กระแสหลักของวงการวิชาการสังคมศาสตร์ในปัจจุบัน ได้แก่กระแสแห่งความเข้าใจและชุดของคำอธิบายในรูปแบบของวาทกรรม (discourse) เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ความเป็นไป (Dynamics) ของสังคมในแต่ละกระแสแห่งความเป็นไป ปฏิบัติการทางภาษาแห่งวาทกรรมจึงดูเหมือนว่าโดยตัวของมันเองแล้วเป็นการสร้างวาทกรรมขึ้นมาอีกอย่างวาทกรรมหนึ่งซึ่งผู้เขียนได้วิพากษ์วาทกรรมของวาทกรรมในหัวข้อถัดไป
ในบทความนี้ผู้เขียนได้นำเสนอการวิพากษ์กระแส Islamization หรืออิสลามาภิวัฒน์/อิสลามานุวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความเข้าใจของมุสลิมใน Islamization และชุดของคำอธิบายซึ่งดูเหมือนว่าในปัจจุบันความเข้าใจต่อ Islamization จะเป็นไปในรูปแบบ Islamic-Modernization หรือแม้แต่ Islamic-Westernization ซี่งในท้ายที่สุดก็สรุป(เอาดื้อๆ)ว่าคืออิสลาม(ซึ่งไม่เหมือนกันกับคือมุสลิม)
วัตถุประสงค์ของบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจ จุดยืนและหลักการ อิสลามต่อกระแสปรากฏการณ์ต่างของสังคม เข้าใจและสามารถอธิบายว่าอิสลามมีจุดยืนอย่างไรต่อสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะในปัจจุบันวงการวิชาการสังคมศาสตร์มุสลิม(และสังคมศาสตร์กระแสหลักซึ่งสนใจศึกษาวิชาการด้านอิสลาม) นักวิชาการสังคมศาสตร์มุสลิมในประเทศไทยในทัศนะของผู้เขียนมี 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้
ประเภทแรก เป็นนักวิชาการซึ่งนำวิชาการสาขาที่ตนเองได้ศึกษา(และถูกจริตด้วย)มาประยุกต์กับอิสลาม แล้วสร้างชุดของคำอธิบายว่าอิสลามเป็นอย่างไร โดยไม่ได้ทำให้สัจธรรมปรากฏขึ้นเลยเพราะมองแบบแยกส่วน(เพราะมองตามจริตของตัวเอง) เพราะมองมุมเดียวแล้วมาเหมารวมว่าอิสลามเป็นแบบนี้ (Monolith)
ประเภทที่สอง เป็นนักวิชาการประเภทอิสลามสัจธรรมโดยไม่ต้องอภิปราย นักวิชาการประเภทนี้จะไม่สามารถวิพากษ์กระแสอื่นๆโดยใช้อิสลามเป็นฐานได้เลย(หรือได้แต่มักไม่ลุ่มลึก) นักวิชาการประเภทนี้ถือเป็นกลุ่ม Islamist กลุ่มหนึ่ง
จากประเภทของนักวิชาการทั้งสองกลุ่มข้างต้นถือเป็นความไม่สมดุลของนักวิชาการมุสลิม
ประเภทที่สาม เป็นนักวิชาการสายวิพากษ์ ผู้เขียนขอให้คำนิยามกลุ่มนี้ว่าเป็น Radical Islamist ซึ่งถือเป็นกลุ่ม Islamist อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีพื้นที่ทางวิชาการอยู่ระหว่างสองกลุ่มแรกและเป็นกลุ่มปัญญาชนซึ่งปะทะทางความคิด/ทัศนะทางวิชาการกับกลุ่มแรกมาก ด้วยเหตุผลที่ว่ากลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มองอิสลามแบบมุมเดียวและทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
ประเภทที่สี่ เป็นนักวิชาการประเภทที่เป็นมุสลิมเท่านั่นซึ่งผู้เขียนจะไม่ขออภิปรายถึงกลุ่มเหล่านี้
Islamization ในฐานะที่เป็นวาทกรรม
วาทกรรม (discourse) ไม่ได้หมายถึง คำพูด ภาษา หรือวาทศิลป์อย่างที่มักเข้าใจในความหมายทั่วไป แต่วาทกรรมในความหมายทางสังคมศาสตร์หมายถึงชุดคำอธิบายที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมซึ่งเป็นกระบวนการสร้าง/ผลิต ลักษณะ/เอกลักษณ์ให้กับความเป็นไปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบคิด ความรู้ ความเชื่อและตรึงสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในระบบคิดของคนในสังคมให้อยู่ในระบบหรือแบบแผนเดียวกัน(Hegemony)
การวิเคราะห์วาทกรรมด้วยกรอบคิดของแนวการวิเคราะห์วาทกรรมหลักและวาทกรรมกระแสรองซึ่งต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่(space)ทางความคิดของสังคม/ผู้คน ซึ่งแวทางการวิเคราะห์เป็นมุมมอง/กรอบคิดของักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา นักรัฐศาสตร์ตะวันตก(แม้ว่าจะเป็นชาวเอเซียนก็ตาม แต่แทบทั้งหมดผ่านระบบการศึกษาแบบตะวันตก) แนวทางวิเคราะห์ข้างต้นจึงเกิดการ ไม่สิ้นสุด ของการวิเคราะห์วาทวาทกรรมด้วยเหตุที่ว่าสังคมย่อมไม่แช่แข็งอยู่กับที่ ดังนั้นในปัจจุบันจึงเกิดลัทธิมัวะตาซิละสมัยใหม่ซึ่งเป็นการใช้ปัญญาวิเคราะห์ไปอย่างเลยเถิดและไม่มีฐานคิด/แกนคิดที่แน่ชัดเป็นของตนเอง(หรือหมายถึงการไม่มีฐานคิด/แกนคิดที่แน่ชัดก็คือฐานคิดของกลุ่มนี้นั้นเอง) ลัทธินี้คือ แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยม (Postmodernism)ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในวงการสังคมศาสตร์ปัจจุบัน
วาทกรรมไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งซึ่งถูกอธิบายให้เป็นศาสตร์ด้วยวาทะ/ภาษาทางวิชาการทั้งที่จริงๆแล้ววาทกรรมไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลยนอกจากปรากฏการณ์/พลวัตรของสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง วาทกรรมไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์กันไปอย่างไม่สิ้นสุดเพราะเพียงแค่หาแกนการวิเคราะห์ที่ต้องการ(ซึ่งสำหรับมุสลิมแล้วย่อมหมายถึงหลักการศาสนา) แล้วหาข้อสรุปได้อย่างไม่ต้อง Post Modern
ว่าด้วย Islamization
Islamization หากจะแปลตามรากศัพท์แล้วหมายถึง การทำให้เป็นอิสลาม สำหรับในทางสังคมศาสตร์แล้ว Islamization เป็นการอธิบายถึงปรากฏการณ์ของการปรับอิสลามเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นสมัยใหม่ถือเป็นการกล่อมเกลาทางสังคมรูปแบบหนึ่ง (Socialization) ปรากฏการณ์ Islamization ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ Islamization of Knowledge กล่าวคือ เป็นขบวนการที่พยายามจะขัดเกลาความรู้สมัยใหม่หรือความรู้แบบโลกวิถีให้อยู่ภายใต้กรอบและหลักการของอิสลาม ด้วยมาตรฐานการวัดความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องของความรู้ที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้น เช่น โดยการทดลอง การสังเกต โดยการพิสูจน์ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่มีอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่สอดรับกับหลักการอิสลาม
ขบวนการในการสังเคราะห์องความรู้ที่เป็น Islamization of Knowledge ตามที่ ศาสตราจารย์ ดร.อิสมาแอล อัลฟารุกี นักวิชาการแห่ง International Institute of Islamic Thought (IIIT). ผู้ซึ่งเริ่มใช้คำว่า Islamization of Knowledge ในงานวิชาการของท่าน ได้วิเคราะห์ขั้นตอนไว้ ดังนี้
1.การสร้างความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการสมัยใหม่
2. การสำรวจสาขาวิชาการสมัยใหม่
3. การสร้างความเชี่ยวชาญในมรดกทางความรู้อิสลาม4. การวิเคราะห์มรดกทางความรู้อิสลาม
5. การสร้างความเกี่ยวโยงระหว่างอิสลามกับสาขาวิชาสมัยใหม่
6. การประเมินค่าเชิงวิพากษ์ต่อวิชาการสมัยใหม่
7. การประเมินค่าเชิงวิพากษ์ต่อมรดกทางความรู้อิสลาม
8. การสำรวจปัญหาที่สำคัญของอุมมะห์อิสลาม
9. การสำรวจปัญหาของมนุษยชาติ
10. การวิเคราะห์และสังเคราะห์มรดกทางความรู้อิสลามกับวิชาการสมัยใหม่อย่างสร้างสรรค์
11. การสร้างวิชาความรู้ใหม่ภายใต้กรอบอิสลาม: ผลิตหนังสือแบบเรียน
12. การเผยแพร่องค์ความรู้
2. การสำรวจสาขาวิชาการสมัยใหม่
3. การสร้างความเชี่ยวชาญในมรดกทางความรู้อิสลาม4. การวิเคราะห์มรดกทางความรู้อิสลาม
5. การสร้างความเกี่ยวโยงระหว่างอิสลามกับสาขาวิชาสมัยใหม่
6. การประเมินค่าเชิงวิพากษ์ต่อวิชาการสมัยใหม่
7. การประเมินค่าเชิงวิพากษ์ต่อมรดกทางความรู้อิสลาม
8. การสำรวจปัญหาที่สำคัญของอุมมะห์อิสลาม
9. การสำรวจปัญหาของมนุษยชาติ
10. การวิเคราะห์และสังเคราะห์มรดกทางความรู้อิสลามกับวิชาการสมัยใหม่อย่างสร้างสรรค์
11. การสร้างวิชาความรู้ใหม่ภายใต้กรอบอิสลาม: ผลิตหนังสือแบบเรียน
12. การเผยแพร่องค์ความรู้
จากแนวทางการสังเคราะห์ดังกล่าวของ ศาสตราจารย์ ดร.อิสมาแอล อัลฟารุกี จะเห็นว่ากระบวนการ Islamization of Knowledge เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ในแบบอิสลามเชิงประจักษ์ (Emperical Islamic of Knowledge) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นมรรควิธีการสร้างองค์ความรู้ที่วางอยู่บนหลักการอิสลาม ไม่มีประเด็นใดที่ขัดแย้งกับหลักการอิสลาม
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันวาทกรรม Islamization และ Islamization of Knowledge ถูกเข้าใจ/ตีความผิดๆไปต่างๆ ได้แก่การยกข้อมูลด้านเดียว/กล่าวเพียงหลักการอิสลามด้านเดียว แล้วสรุปว่าคืออิสลาม คือ Islamization of Knowledge ซึ่งหากจะใช้บรรทัดฐานของ ศาสตราจารย์ ดร.อิสมาแอล อัลฟารุกี เป็นมาตรวัดความเป็น Islamization of Knowledge ก็จะพบว่า ไม่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่ข้อที่ 3 คือการสร้างความเชี่ยวชาญในมรดกทางความรู้อิสลาม เพราะการวิเคราะห์ใช้หลักการอิสลามเพียงบางส่วน/ด้านเดียวเท่านั่น อย่างไรก็ตามองค์ความรู้ในประเภทข้างต้นที่ผู้เขียนยกไปกำลังมีอิทธิพลต่อวงการวิชาการสังคมศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยอย่างมากจนอาจกล่าวได้ว่ากลายเป็นมายาคติของนักสังคมศาสตร์มุสลิมไปเลยก็ว่าได้ ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เขียนขออภิปรายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป .............................
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ http://www.mureed.com/article/Asabikoon/Others/Islamization-Asabikoon.doc
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ http://www.mureed.com/article/Asabikoon/Others/Islamization-Asabikoon.doc
ทฤษฏีสัมพันธภาพและอะกีดะ
ผู้เขียนเขียนบทความนี้ขึ้นมาเนื่องด้วยผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านหนังสือ Fundamental of Tuaheed ของ ดร.บิลาล ฟิลลิปส์ ซึ่งแปลเป็นไทยโดย อบุล ลัยษ์ ในประเด็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮในแง่ของ อัสมาอ์ วัศซีฟาต หรือในแง่ของพระนามซึ่งเป็นคุณลักษณะของพระองค์ ในหนังสือเล่มดังกล่าว ดร.บิลาล ฟิลลิปส์ ได้กล่าวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องทฤษฏีสัมพันธภาพของ อัลเบิร์ต ไอส์สไตน์ นักฟิสิกส์เชื้อสายยิว ชาวเยอรมัน ซึ่ง ดร.บิลาล ฟิลิปส์ ได้อธิบายอย่างสั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามเป็นการอธิบายที่เข้าใจง่ายโดยทั่วกัน
กันไปมา และมีบทบาทเทียบเท่ากัน (ตัวอย่างเช่น แรงโน้มถ่วงของแอปเปิลที่กำลังหล่น ส่วนหนึ่งเกิดจากพลังงานจลน์ของอนุภาคย่อยซึ่งประกอบเป็นแอปเปิลขึ้นมา) (ที่มา: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) จากกฎดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสสารต่างๆยังคงอยู่เสมอ ไม่สลายหายไป เพียงแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ซึ่งจากหลักการวิทยาศาสตร์ดังกล่าวได้ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับ อัล กรุอาน ที่อัลลอฮกล่าวว่า
ทุก ๆ สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินย่อมแตกดับ(อัรรอฮมาน:26)
จาก(สิ่งซึ่งถูกเชื่อว่าเป็น)กฎดังกล่าวนี้ หมายความว่านักวิทยาศาสตร์กำลังจะบอกว่าสสารทั้งมวลมีอยู่ดังเดิมและคงเดิมตามสภาพต่างๆกลับไปกลับมา กฎดังกล่าวกำลังจะบอกว่าไม่มีอัลลอฮ์ สสารไม่มีผู้สร้างไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ
อัลลอฮฺ คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงดูแลและคุ้มครองทุกสิ่ง(อัซซุมัร:62)
จากข้อเขียนข้างต้นจุดยืนของชาวอะลิสซุนนะฮ์วัลยามาอะฮ์ คือการไม่ประปฏิเสธหลักการ E=mc2 เพียงแต่เชื่อว่า
นั้นเป็นการอธิบายกระบวนการของสสารภายใต้ทฤษฏีสัมพันธภาพ แต่อย่างไรก็ตามเรามีอะกีดะที่ว่า ทุกสิ่งต้องมีผู้สร้างคืออัลลอฮพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และพระองค์ทรงมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งให้เป็นไปตามประสงค์ของพระองค์(ซึ่งรวมทั้งกฎ E=mc2 ) และวันหนึ่งพระองค์จะทำลายทุกสิ่งลงตามความประสงค์ของพระองค์
ส่วนวิธีการทำลายรูปสภาพต่างๆของสสารต่างๆนั้นไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะแสวงหากระบวนการ(หากไม่มีความสามารถ) แต่เราจะต้องเชื่อว่าทุกสสารจะถูกทำลายตามความประสงค์ของอัลลอฮ์
พระองค์ทรงให้กลางคืนคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืน และทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ (แก่มนุษย์) ทุกสิ่งโคจรไปตามวาระที่ได้กำหนดไว้ นั่นคือ อัลลอฮฺพระเจ้าของพวกเจ้า อำนาจการปกครองทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และสิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นพวกมันมิได้ครอบครองสิ่งใดแม้แต่เยื่อบางหุ้มเมล็ดอินทผลัม(อัลฟาฏิร: 13)
ทุก ๆ สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินย่อมแตกดับ(อัรรอฮมาน:26)
และในการณ์นั้นมิใช่เป็นการยากแก่อัลลอฮฺเลย(อัลฟาฏิร:17)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




