บทความที่ได้รับความนิยม
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีเเนวใหม่ : มุมมองว่าด้วยความรุนเเรงภายใต้สภาวะสองรัฐ สองจินตนาการ
บทความนี้ไม่ใช่บทความศาสนา เป็นบทความวิชาการสังคมศาสตร์ซึ่งเขียนตอนเรียนอยู่ปีสาม นำเสนอในงานประชุมวิชาการทางสังคมวิทยาเเห่งชาติ ในเดือนมิถุนายน 2553 ซึ่งสหายท่านหนึ่งเเนะนำให้เผยเเพร่ (เเนะนำไว้นานเเล้ว ตั้งเเต่เพิ่งนำเสนอเสร็จใหม่ๆ )
อ่านกด http://www.4shared.com/document/h1RKRr5q/New_Patani_by_Anond.html?
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554
อิสลามไม่ใช่ประชาธิปไตย
การสรรเสริญทั้งหมดเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวแห่งสากลโลก ชัยชนะย่อมเป็นของผู้ยำเกรงและไม่มีความเป็นศัตรูนอกจากกับบรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮ์
ขอปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้า นอกจากอัลลอฮ์และมูฮัมมัดเป็นบ่าวและรอซูลลุลลอฮ์ ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด ผู้เป็นรอซูลท่านสุดท้าย ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแด่ท่าน วงศ์วานของท่าน สหายผู้ประเสริฐของท่าน ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแก่บรรดามุจาฮิดีน ผู้ซึ่งเจริญรอยตามศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในการต่อสู้เพื่อสถาปนากฎหมายของอัลลอฮ์ขึ่นมาบนหน้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนบรรดาผู้เจริญรอยตามท่านรอซูลด้วยดีตราบวันแห่งการพิพากษา
แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งศาสนดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม มาพร้อมกับสัจธรรมของพระองค์เพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำเพื่อเป็นความเมตตาแก่ผู้ใคร่ครวญและดำเนินวิถีตามที่อัลลอฮ์บัญชา ดังนั้นทางนำที่ดียิ่งคือทางนำของมูฮัมมัด และทางที่เลวคือทางอื่นจากนี้
อัลลอฮ์อัซซะวะญัล กล่าวว่า
وَمَن لَّمْ يَحْكُم بِمَا أَنزَلَ اللَّـهُ فَأُولَـٰئِكَ هُمُ الْكَافِرُونَ
และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านี้คือกาเฟร (มาอิดะ : 44)
เกี่ยวกับสาเหตุการประทานอายะฮ์นี้ อิบนุอับบาส ,อัลบะรอ บินอะซิบ, ฮุซัยฟะฮ์ บินยะมัน, ฮะซัน อัลบัศรี และท่านอื่นๆกล่าวว่า อัลลอฮ์ได้ตำหนิอะฮ์ลุลกีตาบซึ่งพวกเขาได้หันเหไปใช้หลักการตัดสินอื่นจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์[1]
อิบนุญะรีร กล่าวว่า อะลี บินอะบีฏอลฮะ กล่าวว่า อิบนุอับบาส ได้อธิบายว่า
فَأُولَـٰئِكَ هُمُ الْكَافِرُونَ
คือ ผู้ที่ปฏิเสธการใช้กฏหมายของอัลลอฮ์[2] (เขาคือกาเฟร) อบูดาวูดบันทึกเพิ่มเติมว่า อิบนุอับบาส กล่าวต่อไปอีกว่า พวกเขาใช่กฎหมายกุฟุร เกลียดผู้ศรัทธา เกลียดคัมภีร์ของอัลลอฮ์ เกลียดมลาอีกะ เกลียดรอซูลลุลลอฮ์[3]
فَأُوْلَـئِكَ هُمُ الظَّـلِمُونَ
الْفَـسِقُونَ
คือผู้ที่ยอมรับกฎหมายของอัลลอฮ์แต่ไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งพวกเขาคือซอลิมูน(ผู้อธรรม) ฟาสิกูน (ผู้ฝ่าฝืน) ซึ่งเป็นผู้กระทำบาป[4]
ในเรื่องนี้อิมามอิบนุบาซ รอฮ์มาตุลลอฮิอลัย กล่าวว่า
“ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าทางนำอื่นนั้นดีกว่าทางนำของมุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม หรือเชื่อว่าข้อตัดสินอื่นนอกจากท่านนบี ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม นั้นดีกว่าข้อตัดสินของท่านนบีแล้วไซร้ ก็ดุจดังบุคคลที่พิจารณาว่าข้อตัดสิน(กฎหมาย)ของตะวาฆีต(ตอฆูต)นั้นคือสิ่งที่ดีกว่าข้อตัดสินของท่านนบี ดังนั้น(หากใครเชื่อเช่นนั้นก็ถือว่า)เขาคือกาเฟร”
เชคอับดุลอะซีส อัรอญิฮีย์ ได้ฟัตวาไว้ในหนังสือที่ท่านได้ทำการอรรถาธิบายหนังสือของเชคมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ รอฮ์มาตุลลอฮิอลัย ที่ชื่อว่า “นะวากิดุลอิสลาม” ไว้ดังนี้
“และเช่นนั้นแหละหากเขาเชื่อว่ามีกฎหมายอื่นที่ดีกว่ากฎหมายของมุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เช่นที่คนๆหนึ่งเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายฆราวาส(เซคิวลาร์)นั้นดีกว่ากฎหมายชะรีอะฮ์ ดังนั้นบุคคลเช่นนี้ได้ถือว่าตกศาสนาไปแล้วตามอิจญมาอ์ของบรรดามุสลิม และเช่นกันหากเขาเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์นั้นเสมอเหมือนกับการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮ์ก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟร(การกระทำที่อยู่ในขอบข่ายของการปฏิเสธศรัทธา)
เมื่อบุคคลใดได้ตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์และศรัทธาว่ากฎหมายเหล่านั้นดีกว่ากฎหมายชะรีอะฮ์ก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟรเมื่อบุคคลใดได้ตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์และเชื่อว่ามันเสมอเหมือนกับการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮ์ก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟร และเมื่อบุคคลใดก็ตามที่เชื่อว่ากฎหมายชะรีอะฮดีกว่ากฎหมายเซคิวลาร์และเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์เป็นที่อนุมัติก็ถือว่าเขาได้ทำการกุฟรฺเช่นกัน ดังนั้นเงื่อนไขทั้งสามนี้คือปัจจัยที่ทำให้เขาให้เขากระทำการณ์อันเป็นกุฟร[5]
อิมามมุฮัมมัด บิน ซอและฮ์ อัลอุษัยมีน รอฮิมาฮุลลอฮ์ ได้ฟัตวาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า
“ ผู้นำที่เที่ยงธรรมคือผู้นำที่ยุติธรรมกับประชาชนของเขา แน่นอนว่าไม่มีความยุติธรรมใดๆที่จะถูกต้องกว่า และไม่มีข้อปฏิบัติใดๆที่จะเกิดผลได้ดี ยิ่งไปกว่าการใช้กฎหมายของอัลลอฮ์ นี้คือขั้นสูงสุดของความยุติธรรมที่แท้จริงอ่านต่อ กด http://www.4shared.com/document/gR1EpCX5/_online.html?
[1] อิบนุกะซีร ฉบับภาษาอังกฤษ โดยเชคซาฟิรเราะฮ์มาน อัลมุบารอกฟูรีย์ ซึ่งฉันได้ดูผ่านโปรแกรมตัฟซีรอิบนุกะษีรซึ่งไม่ได้ระบุหมายเลขหน้าไว้ (ต่อไปนี้จะใช้อ้างแค่ว่า อิบนุกะษีร)
[2] อิบนุกะษีร
[3] อิบนุกะษีร
[4] อิบนุกะษีร
[5] ชัรฟุดดีน อามิลี อ้างใน ข้อตัดสินว่าด้วยการใช้กฎหมายอื่นนอกจากกฎหมายของอัลลอฮฺ : กระบวนการพิทักษ์ความคิดมูลฐานต่อเอกวิทยาแห่งนิติศาสตร์ เพิ่มเติมที่ http://islamic-dialectic.blogspot.com/2011/01/blog-post_23.html
วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ทำไมมุสลิมจึงห้ามเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง : ประมวลสิ่งฮะรอมที่มีอยู่ในกิจกรรมรับน้อง โดย กลุ่มรณรงค์รับน้องอย่างถูกต้อง
ทำไมมุสลิมจึงห้ามเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง : ประมวลสิ่งฮะรอมที่มีอยู่ในกิจกรรมรับน้อง โดย กลุ่มรณรงค์รับน้องอย่างถูกต้อง
1.การร้องเพลง ลุกมานอายะฮ์ที่ 6 وَمِنَ النَّاسِ مَن يَشْتَرِي لَهْوَ الْحَدِيثِ لِيُضِلَّ عَن سَبِيلِ اللَّـهِ بِغَيْرِ عِلْمٍ وَيَتَّخِذَهَا هُزُوًا
أُولَـٰئِكَ لَهُمْ عَذَابٌ مُّهِينٌ
และในหมู่มนุษย์มีผู้ซื้อเอาเรื่องไร้สาระ เพื่อทำให้เขาหลงไปจากทางของอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้ และถือเอามันเป็นความบันเทิง ชนเหล่านี้พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันอัปยศ
จากอายะฮ์นี้ อิบนุอับบาส ผู้เป็นอุลามาอ์แห่งอุมมะฮ์นี้กล่าวว่า لَهْوَ الْحَدِيثِ (เรื่องไร้สาระ) หมายถึงการร้องเพลง และอิบนูมัสอูดก็มีทัศนะเช่นเดียวกัน นอกจากซอฮาบะฮ์ทั้งสองท่านแล้วบรรดาอิมามตาบีอีนและสลัฟท่านอื่นที่มีทัศนะเช่นนี้ ได้แก่ มุญาฮิด,ฮะซัน อัลบัศรีย์,อิกรีมะฮ์,สะอีด บินซุเบร,กอตาดะ (อิบนุกะษิร 3/442)
อันนัจม์ อายะฮ์ที่ 61 وَأَنتُمْ سَامِدُونَ และพวกเจ้ายังคงหลงระเริง ลืมตัว
จากอายะฮ์นี้ อิบนุอับบาส ผู้เป็นอุลามาอ์แห่งอุมมะฮ์นี้กล่าวว่า سَامِدُونَ (หลงระเริง ลืมตัว) หมายถึง การร้องเพลง (อิบนุกะษิร 3/261)
ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงจะเกิดขึ้นกับอุมมะฮ์ของฉันกลุ่มหนึ่ง พวกเขาจะทำดนตรีให้เป็นสิ่งฮะลาล (บุคอรี 5590)
ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงจะเกิดขึ้นกับอุมมะฮ์ของฉันกลุ่มหนึ่ง ที่นักร้องหญิงจะมาสู่พวกเขาและดนตรีจะถูกแสดงต่อพวกเขา (บุคอรี ใน อิบนุหะญัร อัลอัสกอลานีย์ /ฟัตหุลบารีย์ 10/55 )
ทัศนะของอิมามทั้งสี่ เกี่ยวกับการร้องเพลงและดนตรี
อิมามมาลิก เห็นว่า เป็นการกระทำของฟาสิกูน (ผู้ฝ่าฝืน)
อิมามอบูฮะนีฟะฮ์ เห็นว่า เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ
อิมามชาฟีอีย์ เห็นว่า ไม่ชอบให้กระทำและใครกระทำบ่อย ตัวเขาไม่สามารถเป็นพยานได้
อิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัล เห็นว่า เป็นการก่อให้เกิดนิสัยมุนาฟิก(นิฟาก)ในหัวใจผู้กระทำ (ใน ฮะดีษที่ถูกคัดเลือก หน้า 93)
2. มีการเรียกร้องไปสู่การนิยมพรรคพวก (อะซอบียะฮ์) เช่น มหาวิทยาลัยนิยม คณะนิยม สาขานิยม ซึ่งละเลยความเป็นพี่น้องซึ่งเป็นวายิบเหนือมุสลิมทุกคน ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ใครอะซอบียะฮ์(เรียกร้องไปสู่การนิยมพรรคพวก)ไม่ใช่พวกของฉัน แต่พวกของฉันคือผู้ที่ช่วยเหลือพี่น้องของเขาที่ถูกอธรรม (ฮะดิษรายงานจาก อับดาด ด้วยสายรายงานที่เชื่อถือได้ ในมุสนัดอิมามอะหมัด อ้างในฮะดิษที่ถูกคัดเลือก หน้า 188)
3.นอกจากนี้มีพฤติกรรมที่ค้านกับซุนนะฮ์ อันประเสริฐของท่านรอซูลหลายอย่างซึ่งฉันไม่สามารถบอกรายละเอียดเนื่องจากความจำกัดของกระดาษ เช่น การบังคับให้รุ่นน้องสลามรุ่นพี่ ซึ่งค้านกับซุนนนะฮ์ การยืนให้เกียรติมนุษย์ที่ยังไม่ตายซึ่งค้านกับซุนนะฮ์ การปะปนชายหญิงซึ่งฮะรอมเพราะทางซึ่งจะนำไปสู่สิ่งฮะรอม ทางนั้นย่อมฮะรอมในตัวของมัน
ท่านรอซูลกล่าวว่า มุสลิมกระทำตาม(วิถี)ของมุสลิม กาเฟรกระทำตาม(วิถี)ของกาเฟร (บุคอรี กิตาบุลมะนากิบ บาบ 1 ฮะดิษที่ 6)
อิมามแห่งอะลุสซุนนะฮ์ วัลญามาอะฮ์ อะหมัด อิบนุฮัมบัล กล่าวว่า ใครที่ค้านซุนนะฮ์ท่านรอซูล พึงทราบเถิด เขาได้ยืนอยู่บนปากเหวของ ความหายนะแล้ว (ใน เชคมุฮัมมัดนาซิรรุดดีน อัลบานีย์ : ซีฟัตซอลาตุนนะบี หน้า 22)
ฉันหวังว่ากระดาษแผ่นนี้จะเป็นตาชั่งเหมือนกับที่ท่านอิบนุอุมัรเคยกล่าวไว้
…เพื่อชั่งสติปัญญาของมุสลิมในการแยกแยะสิ่งดีออกจากสิ่งชั่ว… วัลลอฮุอะลัม
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
หลักศรัทธาที่ถูกต้อง ภาค 1
คำนำผู้เรียบเรียง
การสรรเสริญทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวแห่งสากลโลก ชัยชนะย่อมเป็นของผู้ยำเกรงและไม่มีความเป็นศัตรูนอกจากกับบรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮ์
ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นรอซูลท่านสุดท้าย ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแด่ท่าน วงศ์วานของท่าน สหายผู้ประเสริฐของท่าน ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแก่บรรดามุจาฮิดีน ผู้ซึ่งเจริญรอยตามศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในการต่อสู้เพื่อสถาปนากฎหมายของอัลลอฮ์ขึ่นมาบนหน้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนบรรดาผู้เจริญรอยตามท่านรอซูลด้วยดีตราบวันแห่งการพิพากษา
แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม มาพร้อมกับสัจธรรมของพระองค์เพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำเพื่อเป็นความเมตตาแก่ผู้ใคร่ครวญและดำเนินวิถีตามที่อัลลอฮ์สั่งใช้
ฉันได้เรียบเรียงหนังสือ กิตาบุตเตาฮีต ของเชคคุลอิสลามมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ รอฮิมาฮุลลอฮ์ โดยถอดความจากภาษาอังกฤษของสำนักพิมพ์ดารุสสลาม แห่งเบอร์มิงแฮม อังกฤษ โดยฉันให้ชื่อภาษาไทยว่า หลักศรัทธาที่ถูกต้อง ซึ่งฉันว่าจะสร้างความเข้าใจแก่ผู้ต้องการศึกษาอกีดะฮ์แห่งอะลุสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์
ก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือของสหายท่านหนึ่งคือ ชัรฟุดดีน อามิลี ได้ออกหนังสือ วะฮะบีย์ศึกษา : ฉบับไม่งมงาย ซึ่งได้กล่าวถึงการฟื้นฟูอิสลามของเชคอิบนุอับดุลวะฮาบ และโต้คำใส่ร้ายของพวกบิดอะฮ์และผู้เสียผลประโยชน์ต่างๆที่ได้กระทำต่อท่านเชคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งฉันหวังอีกว่าหนังสือที่ฉันเรียบเรียงเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจอกีดะฮ์ที่มีแบบฉบับจากกีตาบุลลลอฮ์และซุนนะฮ์ที่แท้จริงของท่านเชคอิบนุอับดุลวะฮาบมากยิ่งขึ้นและเลิกสนใจต่อคำครหาต่างๆ
ฉันขอบคุณสหายชัรฟุดดีน ซึ่งคอยให้คำแนะนำในเรื่องที่ฉันยังไม่มีความชัดเจน อาจารย์ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม อมีรกลุ่มอัซซาบิกูน และสหายที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้หมด ณ ที่นี้ทุกท่าน ขออัลลอฮ์ตอบแทนความดี
อนึ่ง หากมีความผิดพลาด นั้นย่อมเป็นความผิดพลาดของฉัน ฉันเป็นเพียงบ่าวผู้หนึ่งของอัลลอฮ์ มีขอบเขตข้อจำกัดแห่งความรู้ความสามารถ มีความอ่อนแอความบกพร่องเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ขออัลลอฮ์ชี้แนะในสิ่งที่บกพร่อง โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์อภัยในความผิดของบ่าว แท้จริงพระองค์คืออัลลอฮ์ ผู้กล่าวว่า ความเมตตาของฉันอยู่เหนือความโกรธของฉัน[1]
ซาเล็ม อับดุลลอฮ์
พฤษภาคม 2554
สารบัญ ภาค 1
เรื่อง หน้า
คำนำผู้เรียบเรียง
สารบัญ
บทที่ 1 ว่าด้วยอัตเตาฮีต (การเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของอัลลอฮ์) 1
บทที่ 2 ความสำคัญของเตาฮีตและการลบล้างความผิด 8
บทที่ 3 บุคคลซึ่งตายในสภาพปราศจากชิริกจะเข้าสวรรค์โดยไม่ต้องตรวจสอบบัญชีแห่งการกระทำ 11
บทที่ 4 ความน่าหวั่นเกรงของการตั้งภาคี(ชิริก) 14
บทที่ 5 การเรียกร้องสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น 16
บทที่ 6 คำอธิบายอัตเตาฮีตและหลักฐานของประโยค ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ 19
บทที่ 7 การสวมแหวน เชือกถัก หรือเครื่องรางต่างๆเพื่อป้องกันอันตรายหรือปัดเป่าความทุกข์ถือเป็น
การตั้งภาคี(ชิริก) 23
บทที่ 8 อัรรูฆอ(การร่ายมนต์) ยันต์และเครื่องราง 26
บทที่ 9 การขอดุอาต่อต้นไม้ หิน หรือสิ่งอื่นใดนอกเหนืออัลลอฮ์ 28
บทที่ 10 การเชือดสัตว์เพื่อสิ่งอื่นนอกเหนืออัลลอฮ์ 31
บทที่ 11 ห้ามเชือดสัตว์ให้แก่อัลลอฮ์ในที่ซึ่งมีการเชือดให้แก่ผู้อื่นนอกจากอัลลอฮ์เช่นเดียวกัน 34
บทที่ 12 การบนบานกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ คือ ชิริก 36
บทที่ 13 การขอความคุ้มครองต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ คือ ชิริก 37
บทที่ 14 การขอความอนุเคราะห์จากสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ การดุอาต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์คือชิริก 38
บทที่ 15 การอุปโลกป์สิ่งไร้ความสามารถมาเป็นพระเจ้า 41
บทที่ 16 สิ่งที่อัลลอฮ์พูด 44
บทที่ 17 การชะฟาอะ 47
บทที่ 18 อัลลอฮ์ชี้แนวทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์ 50
บทที่ 19 การเป็นกาเฟรเพราะการคลั่งไคล้ในบรรดาคนดี 52
บทที่ 20 ห้ามยึดเอาหลุมศพมาเป็นที่อิบาดะฮ์ 54
บทที่ 21 ห้ามทำให้หลุมศพกลายเป็นเจว็ดที่ถูกบูชา 56
บทที่ 22 ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งให้หนีห่างทุกหนทางซึ่งจะนำไปสู่การชิริก 58
บทที่ 23 บางส่วนของอุมมะฮ์นี้บูชาเจว็ด 60
บทที่ 24 การใช้ไสยศาสตร์ (อัลซิฮร์) 64
บทที่ 25 รูปแบบต่างๆของการใช้ไสยศาสตร์ 67
บทที่ 26 บรรดาหมอดูทั้งหลาย 69
บทที่ 27 การปัดเป่าด้วยคาถา (อันนุชเราะ) 71
บทที่ 28 การเชื่อลาง (อัฎฎียาเราะ) 73
บทที่ 29 การดูดาวเพื่อทำนาย (อัตตันญีม) 76
บทที่ 30 การทำนายฝนโดยการใช้ดวงจันทร์ 77
หมายเหตุ ภาพข้างบนคือภาพของ สะมาหะตุซเชค อับดุลอะซีร บินบาซ รอฮิมาฮุลลอฮ์ อดีตเเกรนด์มุฟตีเเห่งซาอุดีอารเบีย ไม่ใช่เชคคุลอิสลามอิบนุอับดุลวะฮาบ เเต่อย่างใดเพราะในสมัยท่านยังไม่มีกล้องถ่ายรูป
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
รูปแบบและการบริหารจัดการรัฐอิสลาม
บทคัดย่อ
การวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาทฤษฏีว่าด้วยรูปแบบและการบริหารจัดการรัฐอิสลาม โดยการศึกษารูปแบบและการจัดการรัฐอิสลามสมัยท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความสันติความเมตตามีแด่ท่าน)และยุคการปกครองแห่งคอลีฟะฮ์ อัรรอชีดีนทั้งสี่ท่าน นอกจากนี้ยังศึกษารูปแบบและการบริหารจัดการรัฐอิสลามในสมัยอุมัยยะฮ์ สมัยอับบาซียะฮ์ และสมัยอุษมานียะฮ์ โดยอาศัยการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากตำราประวัติศาสตร์อิสลามต่างๆ
ผลการศึกษาพบว่าการจัดการรัฐอิสลามสมัยท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความสันติความเมตตามีแด่ท่าน)และยุคการปกครองแห่งคอลีฟะฮ์ อัรรอชีดีนทั้งสี่ท่าน เป็นรูปแบบที่มีความสมบูรณ์และเป็นแบบอย่างในการจัดการรัฐอิสลามในยุคต่อมาทั้งสามยุค อย่างไรก็ตามปรากฏว่าในยุคต่อมามีการปรับปรุงและการไม่นำหลักการซึ่งท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความสันติความเมตตามีแด่ท่าน)และยุคการปกครองแห่งคอลีฟะฮ์ อัรรอชีดีนทั้งสี่ท่านได้วางเอาไว้ ได้แก่ การสร้างระบบสันตติวงศ์เกิดขึ้น มีการปรับปรุงโครงสร้างและหน่วยงานต่างๆภายในรัฐซึ่งเป็นเสมือนดาบสองคม กล่าวคือ มีทั้งการก่อให้เกิดผลดีและการก่อให้เกิดความเสื่อมแก่รัฐอิสลามในเวลาต่อมา
บทที่ 1
บทนำ
หัวข้อวิจัย “รูปแบบและการบริหารจัดการรัฐอิสลาม”
ความสำคัญและความเป็นมา
หลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 อาณาจักรออตโตมันในฐานะอาณาจักรอิสลามที่มีคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)เป็นผู้ปกครองรัฐในฐานะอาณาจักรอิสลามได้เข้าร่วมสงครามและพ่ายแพ้ในที่สุดซึ่งส่งผลให้ต้องทำสนธิสัญญาแซฟร์(Treaty of sevre) เป็นข้อบ่งชี้ถึงการสิ้นสุดของอาณาจักรออตโตมาน(อุษมานียะฮ์) ใน ค.ศ. 1924 จึงนับเป็นปีแห่งการปิดฉากระบอบรัฐอิสลาม(คิลาฟะฮ์)ที่ดำรงอยู่มาเป็นระยะเวลา 13 ศตวรรษ(อาฟีส สาและ,2551:7)
ในช่วงเวลาปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาที่อุมมะฮ์(ประชาชาติอิสลาม)ปราศจากรัฐบาลอิสลามที่เป็นหนึ่งเดียวอย่างเช่นในอดีต ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดวิกฤติรัฐอิสลามขึ้นเพราะหลังจากการสิ้นสุดยุคศาสดามุฮัมมัด(ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่าน) รัฐอิสลามก็ดำเนินต่อเรื่อยมาผ่านการปกครองของคอลีฟะฮ์ อัรรอชิดีน(ผู้ปกครองซึ่งทรงคุณธรรม)ทั้งสี่ท่าน[1] ผ่านยุคแห่งอาณาจักรอุมัยยะฮ์ อาณาจักรอับบาซียะฮ์ อาณาจักรออตโตมัน(อุษมานียะฮ์) (ทวีศักดิ์ อุปมา,2552:103-112) ดังนั้นด้วยสาเหตุแห่งวิกฤติดังกล่าวจึงก่อให้เกิดกลุ่มขบวนการเพื่อการก่อตั้งรัฐอิสลาม
ด้วยเหตุนี้เองผู้วิจัยจึงเห็นว่าหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมันได้มีขบวนการมากมายที่ดำเนินการเพื่อจุดประสงค์ในการสถาปนารัฐอิสลาม(คิลาฟะฮ์) ขึ้นมาอีกครั้งซึ่งผู้วิจัยเห็นว่ารายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบรัฐอิสลามจึงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจในการวิจัย ซึ่งรัฐอิสลามเป็นรูปแบบรัฐที่มีพัฒนาการมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงอยู่(จรัญ มะลูลีม,2541:156)
ขบวนการเพื่อสถาปนารัฐอิสลาม(คิลาฟะฮ์) ถูกเรียกว่ากลุ่มฟื้นฟู (Islamic Revivalism) นอกจากนี้ยังรู้จักกันในหลายๆชื่อ ได้แก่ กลุ่มอิสลามนิยม(Islamism) กลุ่มจารีตนิยม(Islamic Traditionalism) กลุ่มรากฐานนิยม(Islamic Fundamentalism) กลุ่มญิฮาดนิยม(Jihadism) เป็นต้น (อาฟีส สาและ,2551:7)
กลุ่มฟื้นฟู (Islamic Revivalism) มีปรัชญาที่เหมือนๆกันในทุกๆกลุ่มนั้นคือปรัชญาแห่งผู้สืบทอดในเผ่นดิน(คอลีฟะตุลอัรด์) ซึ่งมีกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกรุอานและจากฮะดีษ[2]ไว้หลายครั้ง ได้แก่
อัลลอฮ์ทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขา เป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราน เป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย หลังจากความกลัวของพวกเขา โดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้าไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน (บทอันนูร: โองการ 55)
และส่วนหนึ่งจากผู้ที่เราได้บังเกิดนั้นคือ กลุ่มชนคณะหนึ่ง ซึ่งพวกเขาแนะนำด้วยความจริง และด้วยความจริงนั้น พวกเขาปฏิบัติด้วยความเที่ยงธรรม (บทอัลอะอ์รอฟ:โองการ 181) คำว่ากลุ่ม ชนคณะหนึ่ง ที่ถูกระบุในโองการนี้หมายถึงกลุ่มที่ถูกอธิบายในอะดีษอีกทอดหนึ่งว่าคือ กลุ่มแห่งชัยชนะ (อัฏฏออิฟะตุล อัลมันซูเราะฮ์) ซึ่งเป็นกลุ่มนักต่อสู้เพื่อฟื้นฟูอิสลามนั่นเอง (Ibn Khathir,2000:4/215-216) ดังนั้นจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่าน) ได้สิ้นชีวิตไป กลุ่มชนกลุ่มนี้จะสืบทอดภารกิจในการฟื้นฟูต่อไป(ทวีศักดิ์ อุปมา,2552:7) ดังปรากฏในฮะดีษหลายตัวบท ได้แก่ ความว่า: จะยังคงมี กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง จากประชาชาติของฉันอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏอย่างชัดเจน[3] จนกระทั่งคำสั่งของอัลลอฮ์จะมาถึง[4]พวกเขา พวกเขาจะปรากฏอยู่อย่างชัดเจน (รายงานโดยอิมามบูคอรี:เลขที่ฮะดีษ 3392) |
ความว่า: จะยังคงมี กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง จากประชาชาติของฉันอย่างต่อเนื่อง ได้ต่อสู้กับสัจธรรม อย่าง ประจักษ์ชัดต่อผู้ที่ต่อต้านพวกเขา จนกระทั่งรุ่นหลังสุดของพวกเขาจะต่อสู้กับ มะสีฮ์ อัดดัจยาล[5]
แนวคิดกลุ่มผู้ฟื้นฟูถูกอธิบายเพิ่มเติมจากปราชญ์ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่วางอยู่บนเงื่อนไขของการเผยแพร่อิสลาม ตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อิสลามซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้แก่ อิบนุตัยมิยะฮ์[6] อิบนุหะญัร อัล อัสเกาะลานี[7] วะลียุลลอฮ อัดดะละวีย์[8] อัชเชากานี[9] นุรุดดีน อัซซังกีย์[10] และซอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีหรือที่รู้จักกันในนามซาลาดิน แม่ทัพแห่งมุสลิมในช่วงสงครามครูเสด(อัล -กอรฏอรวีย์,2001:15-22) เป็นต้น
วัตถุประสงค์ในการวิจัย
1. เพื่อศึกษาปรัชญาของเพื่อการสถาปนารัฐอิสลาม(คิลาฟะฮ์) ขึ้นมาอีก ครั้งโดยการศึกษาวิจัยหลักฐานต่างๆที่ได้รับมาจากอัลกรุอานและฮะดีษ
2. นำทฤษฏีที่ได้จากข้างต้นไปอธิบายถึงผลต่ออุดมการณ์ ปรัชญาและแนวทางการดำเนินการและรูปแบบรัฐอิสลามต่างๆ
3. เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบรัฐอิสลามในแต่ละยุคสมัย
สมมุติฐานการวิจัย
1. ปรัชญาและของรัฐอิสลามในแต่ละยุคสมัยมีความแตกต่างกัน จึงส่งผลให้รูปแบบการดำเนินการแตกต่างกันไปด้วย
2. รูปแบบการดำเนินการของรัฐอิสลามมีพัฒนาการและประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย
ขอบเขตของการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยรายละเอียดและเปรียบเทียบความแตกต่างของรูปแบบรัฐอิสลาม(Khilafah state) ในยุคต่างๆ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังต่อไปนี้
1. ศึกษาตัวบทที่เป็นหลักฐานคำสอนของอิสลาม เพื่อกำหนดทฤษฏี กลุ่มฟื้นฟู ซึ่งสามารถนำไปอธิบายปรัชญาพื้นฐานของรัฐอิสลาม(Khilafah state) ในยุคสมัยต่างๆ โดยผู้วิจัยพยายามจัดเรียงองค์ประกอบของทฤษฏีดังกล่าวให้รัดกุมเพื่อความเข้าใจได้ง่ายมากที่สุด
2. การศึกษาวิจัยรายละเอียดของรูปแบบรัฐอิสลามในสมัยต่างๆโดยใช้ต้นแบบของตัวบทที่ได้บัญญัติไว้เป็นหลัก
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ก่อให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานของรัฐอิสลาม
2. สามารถอธิบายการตีความที่แตกต่างหรือการยึดหลักฐานปลีกย่อยที่แตกต่างกันนักปราชญ์ในเรื่องรัฐอิสลาม
3. สามารถอธิบายและเปรียบเทียบที่มาและความแตกต่างของรูปแบบรัฐอิสลามของทัศนะต่างๆได้
ข้อตกลงในการวิจัย
1. การอ้างอิงที่นำมาจากเอกสารต่างๆ ผู้วิจัยจะอ้างโดยอ้างการเขียนแบบ นาม-ปี (Author-Date) นั่นคือมีรายชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ และเลขหน้าอ้างอิงในเครื่องหมายวงเล็บ (……)
2. คำอธิบายเพิ่มเติมของผู้วิจัยที่ช่วยในการทำความเข้าใจเนื้อหาของงานวิจัย ผู้วิจัยจะใช้การเขียนแบบเชิงอรรถ(Footnote) เช่นประวัติย่อบุคคล คำอธิบายศัพท์สำคัญ เป็นต้น
3. การอ้างอิงตัวบทจากคัมภีร์อัลกรุอาน ผู้วิจัยจะอ้างอิงไว้ในวงเล็บ (…..) โดยระบุชื่อบทและตามด้วยการระบุโองการ
4. การอ้างอิงจากฮะดีษ ผู้วิจัยจะอ้างอิงไว้ในวงเล็บ (…..) โดยระบุชื่อผู้บันทึกและตามด้วยเลขที่ฮะดีษ
5. ผู้วิจัยจะใช้คำต่อท้ายจากชื่อของศาสดามุฮัมมัด ว่า (ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่าน) ซึ่งเป็นความหมายมาจากคำสรรเสริญในภาษาอรับที่ว่า ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. อัลกรุอาน หมายถึง คำดำรัสของอัลลอฮ์ที่ถูกเปิดเผยแก่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่าน) และได้ถูกรวบรวมและจัดลำดับเป็นรูปเล่มหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่าน) เสียชีวิต
2. ฮะดีษ หมายถึง คำพูด การกระทำ การยอมรับของศาสดา ซึ่งได้รับการจดบันทึกและการตรวจสอบสายรายงานที่เชื่อถือได้
3. บท หมายถึง บทต่างๆในอัลกรุอาน มีทั้งสิ้น 114 บท ในภาษาอรับเรียก บท ว่า ซูเราะฮ์
4. โองการ หมายถึง ลำดับภายในบทหนึ่ง ในภาษาอรับเรียก โองการ ว่า อายะฮ์
5. อัลลอฮ์ หมายถึง พระเจ้าที่แท้จริง ซึ่งเป็นภาษาอรับที่ใช้เรียกพระผู้สร้าสงสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์และพระองค์คู่ควรแก่การเคารพภักดีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
วิธีการดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ในแบบพรรณาเชิงวิเคราะห์ (Analytical Description) โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. การทบทวนแหล่งข้อมูล
1.1 เอกสารขั้นปฐมภูมิ (Primary Source)
1.1.1 หนังสืออธิบายความหมายอัลกรุอานเพื่อใช้ในการอธิบายโองการที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
1.1.2 หนังสืออธิบายความหมายฮะดีษเพื่อใช้ในการอธิบายฮะดีษที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
1.2 เอกสารขั้นทุตยภูมิ
1.2.1 เอกสารประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกในยุคต่างๆของอิสลาม
1.2.2 เอกสารและงานเขียนของกลุ่มฟื้นฟูหรือขบวนการเพื่อการสถาปนารัฐอิสลามต่างๆ
1.2.3 เอกสารอ้างอิงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่เขียนโดยนักวิชาการต่างๆ
2.การรวบรวมข้อมูล
2.1 ศึกษาความหมายของอัลกรุอานและคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยจากหนังสืออรรถาธิบายต่างๆ
2.2 ศึกษาความหมายของฮะดีษที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยจากหนังสืออธิบายฮะดีษและประวัติฮะดีษ เพื่อรวบรวมทัศนะไว้เป็นหมวดหมู่
2.3 ศึกษางานเขียนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยของนักวิชาการต่างๆ เพื่อรวบรวมทัศนะที่มีต่อขบวนการฟื้นฟูเพื่อสถาปนารัฐอิสลามต่างๆ และเปรียบเทียบทัศนะต่างๆ
3.การวิเคราะห์ข้อมูล
3.1 วิเคราะห์ตัวบทหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยมาประกอบเป็นทฤษฏี โดยอาศัยการวิเคราะห์ของปราชญ์อิสลามในอดีตเคยเคยวิเคราะห์ไว้มาเป็นบรรทัดฐาน
3.2 วิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของรัฐอิสลามซึ่งเป็นผลมาจากการตีความหลักฐานย่อยๆที่แตกต่างกัน
3.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของรัฐอิสลามซึ่งเป็นผลมาจากการตีความหลักฐานย่อยๆที่แตกต่างกัน
[1] ท่านอบูบักร์ ท่านอุมัร ท่านอุษมาน ท่านอะลี
[2] คำพูด การกระทำ การยอมรับของศาสดา ซึ่งได้รับการจดบันทึกและการตรวจสอบสายรายงานที่เชื่อถือได้
[3] สำนวนหมายถึงปรากฏชัยชนะ
[4] สำนวนหมายถึงจนกระทั่งวันสิ้นโลก
[5] มะสีฮ์ อัดดัจยาล เป็นฝ่ายต่อต้านที่ร้ายแรงที่สุดซึ่งท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่าน) ได้กล่าวเตือนเอาไว้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




