วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

ความไร้น้ำยาของ UN : กรณีปาเลสไตน์ยื่นคำร้องขอเป็นรัฐภาคีสมาชิก




ความไร้น้ำยาของ UN  :  กรณีปาเลสไตน์ยื่นคำร้องขอเป็นรัฐภาคีสมาชิก
ซาเล็ม  บุญมาศ
กลุ่มอัซซาบิกูน
     

     การร้องขอเป็นรัฐภาคีสมาชิกของปาเลสไตน์ต่อองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งได้รับการคัดค้านอย่างแข็งขันของสหรัฐอเมริกาแทนที่จะเป็นอิสราเอลประหนึ่งราวกับว่าสหรัฐอเมรการคือคู่ขัดแย้งของปาเลสไตน์โดยตรง
     
     บทความขนาดสั้นซึ่งเขียนมาอย่างรวบรัดด้วยกับเวลากันจำกัดของผู้เขียนชิ้นนี้มุ่งเสนอในสามประเด็นสำคัญต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง เหตุผลของพันธะทางกฏหมายที่มีต่อปาเลสไตน์หากการร้องขอครั้งนี้ประสบความสำเร็จซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปในรูปแบบของกฏหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีเมือง ซึ่งคู่กรณีที่สำคัญที่สุดของปาเลสไตน์ก็คืออิสราเอล

ประเด็นที่สอง แสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบากของปาเลสไตน์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

ประเด็นที่สาม แสดงให้เห็นถึงสิ่งซึ่งผู้เขียนตั้งชื่อบทความว่าเป็น ความไร้น้ำยาของยูเอ็น ซึ่งมีเป้าประสงค์ที่จะสร้างสันติภาพในดินแดนปาเลสไตน์ให้เกิดขึ้น 
     
     ปาเลสไตน์มีความประสงค์ที่จะร้องขอให้สมัชชาใหญ่สหประชาชาติมีมติรับรองปาเลสไตน์ให้มีสถานะเป็นรัฐภาคีสมาชิกของสหประชาชาติ ซึ่งหากปาเลสไตน์ประสบความสำเร็จ จะมีพันธะทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเด็นประพาทกับอิสราเอล ในประเด็นต่อไปนี้ [1]

กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา4 (1) สมาชิกภาพแห่งสหประชาชาติ เปิดให้รัฐที่รักสันติภาพทั้งปวงซึ่งยอมรับอยู่ในข้อผูกพันที่มีอยู่ในกฏบัตรปัจจุบัน และในความวินิจฉัยขององค์การ มีความสามารถและเต็มใจที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันเหล่านี้  

กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา4 (2) การรับรัฐใดๆเช่นว่านั้นเข้าเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติจะเป็นผลแต่มติของสมัชชาตามคำแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคง
     
     จากข้อกฎหมายข้างต้น ประเด็นซึ่งผู้เขียนเน้นสีขยายความเพิ่มเติมตามกฏการประชุมเพื่อรับคำร้องขอการเป็นภาคีสมาชิกด้วยเงื่อนไขที่ว่า จะต้องได้คะแนนจากสมาชิกเก้าในสิบห้าและจะต้องไม่มีรัฐสมาชิกในประเทศที่เป็นคณะมนตรีความมั่นคงถาวรวีโต้ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง  นั้นหมายความว่า แม้ว่าปาเลสไตน์จะล็อบบี้ประเทศสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงได้ตามคะแนนเสียงที่กำหนด หากแต่รัฐที่เป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรทั้งห้าประเทศอันได้แก่ สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย  ประเทศใดประเทศหนึ่งวีโต้ มีผลให้คำร้องถูกยกไป
   
     คำถามคือว่าเพราะเหตุใดสหรัฐฯจึงขัดขวางการร้องขอเป็นรัฐภาคีสมาชิกของสหประชาชาติของปาเลสไตน์ ผู้เขียนขอแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าเพราะสหรัฐฯเลือกอยู่ข้างอิสราเอล จึงไม่สามารถทนดูให้ปาเลสไตน์ประสบความสำเร็จในการร้องขอครั้งนี้ได้ เพราะ

กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา93 (1) สมาชิกทั้งปวงของสหประชาชาติ โดยพฤตินัยเป็นภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

      จากข้อกฎหมายข้างต้นหมายความว่ารัฐที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติสามารถนำกรณีพิพาทที่เป็นกฏหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีเมือง ยื่นฟ้องต่อศาลโลกเพื่อให้มีคำวินิจฉัยในกรณีข้อพิพาทดังกล่าว
ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา34 (1) รัฐเท่านั้นที่จะเป็นคู่ความในคดีที่มาสู่ชั้นศาลได้
ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา35 (1) รัฐที่เป็นภาคีแห่งธรรมนูญนี้ สามารถนำคดีมาสู่ศาลได้
จากข้อกฎหมายข้างต้นรัฐที่ไม่ใช่ภาคีสมาชิก อาจไม่สามารถ นำคดีสู่ศาลโลกได้ เว้นแต่มีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งผู้เขียนจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา35 (2)  รัฐอื่นที่ไม่เป็นภาคีอาจนำคดีมาสู่ศาลโลกได้ในบทบัญญัติซึ่งซึ่งคณะมนตรีเป็นผู้กำหนด ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขแห่งบทบัญญัติเศษที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาที่ใช้บังคับ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะต้องไม่เป็นเหตุให้คู่ความอยู่ในฐานะอันไม่เท่าเทียมกันกันในการพิจารณาคดีของศาล
     
     จากข้อกฎหมายข้างต้นเมื่อพิจารณาประเด็นไปที่การฟ้องคดีแผนกคดีเมืองต่างๆขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศของรัฐซึ่งไม่ใช่ภาคีเป็นไปได้โดยคำวินิจฉัยของคณะมนตรีซึ่งต้องปราศจากการวีโต้จากรัฐภาคีสมาชิกคณะมนตรีถาวรมิฉะนั้นข้อเสนอจะตกไป นี้คือความยากลำบากของปาเลสไตน์ในด่านแรก

ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา36 (1) (2) (ก) (ข) (ค)เขตอำนาจศาลมีอยู่เหนือคดีต่างๆทั้งหมด ซึ่งคู่ความอ้างถึงเรื่องต่างๆซึ่งถูกระบุไว้เป็นพิเศษในกฎบัตรสหประชาชาติ หรือสนธิสัญญาและอนุสัญญาต่างๆที่ใช้บังคับอยู่ด้วย
     รัฐที่เป็นภาคีสมาชิกแห่งธรรมนูญนี้อาจแถลงในเวลาใดๆได้ว่าตนยอมรับการบังคับของศาลโดยพฤกตินัยและโดยปราศจากข้อตกลงพิเศษซึ่งอำนาจศาลในความสัมพันธ์กับรัฐอื่นซึ่งยอมรับพันธกรณีอย่างเดียวกัน  เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับข้อพิพาททางกฎหมายมีดังนี้
ก ) การตีความทางสนธิสัญญา
ข ) ปัญหากฏหมายระหว่างประเทศ
ค ) การมีอยู่ของข้อเท็จจริงใดๆ ซึ่งหากพิจารณาแล้วจะเป็นการละเมิดพันธะกรณีระหว่างประเทศ
  
     จากข้อกฎหมายข้างต้นเห็นได้ว่าประเด็นการพิจารณาของศาลเป็นประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาระหว่างประเทศทั้งสิ้น ประเด็นก็คือว่าปัญหาความขัดแย้งอิสราเอล ปาเลสไตน์ ไม่ใช่ข้อพิพาทในแง่สนธิสัญญาระหว่างประเทศ(เช่นกรณีประสาทเขาพระวิหารที่ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาต่างยึดสนธิสัญญาคนละฉบับกัน) แต่เป็นประเด็นความรุนแรง และดินแดนหรือแผนที่ที่เปลี่ยนแปลงจากการทำสงครามซึ่งแผนที่ไม่ถูกนับว่าเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงอยู่นอกเขตอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นี้คืออีกหนึ่งความยากลำบากของปาเลสไตน์


     ประเด็นทั้งหมดคือความยากลำบากของปาเลสไตน์ในแง่ของข้อกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้สิ่งซึ่งเป็นความยากลำบากของปาเลสไตน์ในเวทีระหว่างประเทศตลอดมาคือความไร้น้ำยาของสหประชาชาติ แม้กระทั่งในเหตุการณ์ครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาแสดงท่าทีอย่างแข็งขันที่จะวีโต้และพยายามลอบบี้ให้ลิ้วล้อที่เป็นประเทศในโอวาทของตนออกเสียงคัดค้านคำร้องขอของปาเลสไตน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาเลือกข้างอิสราเอลโดยไม่คำนึงถึงเรื่องใดๆทั้งสิ้น เมื่อห้าสิบปีที่แล้วสหรัฐอเมริกาเคยมีนโยบายต่อปัญหาความขัดแย้งอิสราเอลปาเลสไตน์อย่างไร วันนี้ก็ยังคงมีนโยบายเช่นเดิม การที่องค์การสหประชาชาติซึ่งโดยนิตินัยแล้วเป็นองค์การระหว่างประเทศที่เป็นอิสระต่อการแทรกแซงกลับไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมในระบบระหว่างประเทศได้
     
     ประเด็นของสหประชาชาติถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่ถูกแทรกแซงโดยสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ว่าครั้งนี้เป็นการแทรกแซงที่ค่อนข้างน่าเกลียดอย่างที่สุด เพราะประเทศต่างๆเห็นควรว่าให้รับปาเลสไตน์เข้าเป็นภาคีสมาชิกเพื่อกระบวนการสร้างสันติภาพในปาเลสไตน์ด้วยวิธีทางการเมืองระหว่างประเทศแต่สหรัฐฯเลือกที่จะตัดโอกาสความเป็นไปได้ตั้งแต่แรกแล้ว  นี่คือความลิ้นสองแฉก (Double Standard) ของสหรัฐฯในกรณีความขัดแย้งอิสราเอล ปาเลสไตน์ซึ่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
    
     เมื่อดูถึงความไร้จุดยืน ความอิหลักอิเหลื่อไม่สามารถสร้างกลไกที่เชื่อถือได้ในการระงับข้อพิพาทของสหประชาชาติเพราะการถูกแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยๆ (ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตลอด) ในที่สุดแล้วจะทำให้สหประชาชาติไม่มีความน่าเชื่อถือ ภาพของการเป็นองค์การระหว่างประเทศยิ่งลดน้อยลงทุกที หากสหประชาชาติยังคงทำตัวเป็นเพียงตัวละครหนึ่งของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ สหประชาชาติควรปรับแก้ไขกฏบัตรเพื่อลดอำนาจของประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะกลุ่มทีเป็นคณะมนตรีถาวรทั้งห้าประเทศให้น้อยลง แม้จะหมายถึงเงินบริจาคที่น้อยลงก็ตาม 


[1] หมายเหตุ  ตรงข้อกฎหมายระหว่างประเทศผู้เขียนจะเน้นตัวเอียงหนา 

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

ตัวตน(ที่ไม่เคยเปลี่ยน)ของชาตินิยม


อานนท์  บุญมาศ
    
     แนวคิดชาตินิยมเป็นความคิดที่ยังคงมีชีวิตชีวาเสมอ ไม่ว่าโลกจะก้าวไปไกลเพียงใด ความคิดชาตินิยมหรือเชื้อชาตินิยมก็ยังอยู่ได้ตลอดมา ในทางการเมืองชาตินิยมซึ่งน่าจะตายจากไปจากการเข้าสู่โลกไร้พรมแดน แต่นั้นก็ดูเหมือนว่าโลกยังไม่เคยไร้พรมแดนจริงๆ  ในทางเศรษฐกิจมหภาค การประกาศ Washington Consensus และพร้อมๆกับการดำเนินนโยบายแบบ Neo liberalism แต่ในที่สุดแล้วดูเหมือนว่าแนวนโยบายดังกล่าวเป็นเพียงคำพูดกันโก้หรูเพื่อปลอบใจชาวโลกที่เพิ่งผ่านวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาเท่านั้นเอง
    
     แนวคิดประวัติศาสตร์ชาตินิยมซึ่งผู้เขียนจะกล่าวระหว่างชาตินิยมสยาม/ไทย และชาตินิยมปาตานี/ปัตตานี เป็นสำคัญในงานชิ้นนี้  แนวคิดชาตินิยมมีลักษณะสำคัญที่ไม่เคยเปลี่ยนและไม่มีวันเปลี่ยนได้เลย คือความเป็นเราในฐานะ Common Consciousness  ซึ่งยึดโยงเครือข่ายแห่งความคิดนี้ไว้ด้วยกัน และความไม่ใช่เรา/ความเป็นอื่น / Alieness  สองสิ่งสำคัญเป็นปฏิกิริยาที่จำเป็นต่อกันในการสถาปนาความคิดชาตินิยมที่แต่เดิมไม่เคยมีอยู่จริงมาก่อนเลย กล่าวคือเป็นการสถาปนาความเป็น Malayu Nationalism และในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการสถาปนา Royal Siamese-Thai Nationalism
     
     กระบวนการดำเนินการสถาปนาความคิดทั้งสอง(และหมายรวมถึงชาตินิยมอื่นๆทั้งโลก)คือการเขียนประวัติศาสตร์ความเป็นเราซึ่งโดยส่วนมากเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลนั่นเอง  คำถามที่เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์ดังกล่าวคือ บาดแผลต่างๆเกิดขึ้นตอนไหน การตีความบาดแผลต่างๆถูกปรับเปลี่ยนไปตามการเวลาหรือไม่ และที่คำถามสำคัญที่สุดคือแล้วจะจัดการกับบาดแผลในอดีตที่เป็นความทรงจำในปัจจุบันอย่างไร
     
      เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ผู้เขียนขอกล่าวทีละประเด็น ประเด็นแรกคือ ความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์บาดแผลจริงๆแล้ว มันเป็นบาดแผลจริงหรือไม่หรือมันถูกทำให้เป็นบาดแผลภายหลัง  ประเด็นนี้คือสิ่งซึ่งชาญวิทย์ เกษตรศิริ วิจารณ์ไว้ว่าเป็นประวัติศาสตร์บกพร่องของชาตินิยม / Inadequate History  นั้นคือการตีความเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างบกพร่อง ผิดเพี้ยน และไม่มีการตระหนักในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ในขณะนั้นๆ ทั้งทีเพราะการตีความทั้งหมดอาศัยกรอบแห่งชาตินิยมอันคับแคบในการตีความ
     
      กรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์ชาตินิยมทั้งของสยามและปาตานีเอง ได้แก่ ประวัติศาสตร์การเสียเมือง? (ผู้เขียนใช้เครื่องหมายคำถามเพราะตระหนักดีว่า การมองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวเป็นเพียงแค่มุมมองช่วงใดช่วงหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ช่วงที่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวถูกเขียนขึ้น ป้องกันการผูกขาดความจริงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคิดชาตินิยมอันคับแคบ)  คำถามของประวัติศาสตร์บาดแผลดังกล่าวคือการถูกตีความว่าเป็นบาดแผลเกิดขึ้นตอนไหน นี้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาเท่านั้น เพราะในยุคเสียกรุงของฝ่ายชาตินิยมสยาม และยุคเสียเมืองของชาตินิยมมลายู โลกทัศน์ของทั้งกรุงและเมืองในสมัยนั้นพร่ามัวมาก ไม่มีคำว่ารัฐชาติและเส้นแดนเขต ความเป็นพลเมืองหรือประชากรมีลักษณะพร่ามัวมากในพื้นที่ชายขอบ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา การเสียกรุงละการเสียเมืองเป็นเพียงการสูญเสียอำนาจของกษัตริย์เท่านั้น  ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตีความประวัติศาสตร์บกพร่องเช่นนี้ไว้ใน Siam Map วิทยานิพนธ์อันโด่งดังของเขาว่า ความสัมพันธ์ไม่มีแนวคิดองค์อธิปัตย์เหนือเส้นเขตแดนเพราะชนชั้นนำในอาณาจักรต่างๆในช่วงเวลาดังกล่าวตระหนักดีว่าดินแดนของตนเป็นประเทศราชที่ถูกครองครองโดยอาณาจักรอื่นๆหรือหลายอาณาจักรในช่วงเวลาเดียวกัน มีอาณาเขตไม่ชัดเจนและนับได้ว่ามีอิสระในการปกครองตนเอง แต่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่กลับไม่ตระหนักในความจริงข้อนี้
    
      ตัวตนที่ไม่เคยเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งของชาตินิยมคือการผูกโยงกับสถาบันบันเก่าแก่ของสังคม อันได้แก่ สถาบันกษัตริย์ วาทกรรมความเป็นเชื้อชาติเดียวกัน การผูกขาดศาสนาอย่างคับแคบ  ตัวอย่างเช่นชาตินิยมไทยซึ่งถูกเขียนให้ยึดโยงกับสถาบันกษัตริย์ กับความเป็นไทย นี้เป็นการผูกขาดความจริงทางประวัติศาสตร์อย่างร้ายแรง เพราะ ไม่มีนักประวัติศาสตร์หรือนักมานุษยวิทยาคนไหนที่ให้คำจำกัดความอย่างเป็นสากลได้ว่า ไทยหรือคนไทยหรือเชื้อชาติไทยคือใคร ความจริงก็คือว่าสยามมีหลายเชื้อชาติ และทุกเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในสยามไม่ใช่คนไทยตั้งแต่แรกแล้ว 
    
      ส่วนกรณีชาตินิยมมลายู ในแง่ของเชื้อชาติผู้เขียนยังไม่พบงานวิจัยทางประวัติศาสตร์หรือมานุษยวิทยาชิ้นใดที่จะปภิปรายถึงตัวตนของเชื้อชาติมลายูอย่างจริงจัง แต่ประเด็นที่แน่นอนซึ่งเป็นสิ่งซึ่ง ทวีศักดิ์ เผือกสม นัก(เรียน)ประวัติศาสตร์ ผู้สนใจทางด้านอินโด มาเลย์  กล่าวว่า  คนอินโดไม่เคยมีจิตสำนึกว่าตนเองเป็นชาวมลายู คนอินโดเข้าใจและเชื่อเสมอว่าตัวเองคือชาว(เชื้อชาติ)อินโด  ทั้งหมดคือประเด็นข้อถกเถียงอันไม่รู้จบในเรื่องของความคับแคบและความมั่ว/Mixed  ของเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ต่างๆ
     
      ลักษณะหนึ่งที่มาพร้อมกับความเป็นไทยหรือความเป็นมลายูนิยมคือความเป็นพุทธหรือความเป็นอิสลาม  ผู้เขียนเห็นว่าการใช้ศาสนาไม่ว่าศาสนาใดก็ตามมาเป็นเครื่องมือสนองความต้องการของชาตินิยมเป็นความคับแคบอันร้ายกาจที่สุด เพราะศาสนา(ไม่ว่าจะศาสนาไหน) สมควรที่จะมีสถานะเป็น Cosmopolitan ในแง่ของศาสนา ที่ใครก็มีสิทธิที่จะนับถือ  การใช้ศาสนาพุทธมาผูกขาดกับความเป็นคน(ที่อาศัยอยู่ในประเทศ)ไทย คำถามคือแล้วคนที่ไม่ได้นับถือพุทธ จะมีพื้นที่ตรงไหนในประเทศนี้  ในทางกลับกันการผูกขาดศาสนาอิสลาม(และการเรียกมลายูว่าภาษาอิสลาม)ของชาตินิยมมลายู คำถามคือแล้วมุสลิมที่ไม่ใช่คนมลายู(ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนมลายูเป็นพันเท่า) จะอยู่ตรงไหน นี้คือความคับแคบของชาตินิยม นี้คืออันตรายของการนำศาสนามาเป็น Discourse Strategy ของชาตินิยม  (ณ จุดนี้ผู้เขียนจะไม่ของอภิปรายในแง่ของหลักคำสอนของอิสลามเอง ที่ห้ามชาตินิยม หรือภาษาอาหรับเรียกว่า Asabiyah ไว้อย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของมุมมองต่ออธิปไตย มุมมองต่อลักษณะเชื้อชาติ มุมมองของสิทธิความเป็นผู้นำ เป็นต้น)    
     
      บทความที่กล่าวมาทั้งหมดดูเหมือนว่าผู้เขียนจะมีปัญหากับแนวคิดชาตินิยม ซึ่งผู้เขียนขอบอกว่าผู้เขียนไม่ได้มีปัญหากับความคิดชาตินิยม เพราะโดยตัวของมันชาตินิยมไม่ได้สร้างปัญหา เพราะมันคงไม่มีอะไรมากมายหากชนชาติหนึ่งจะมีความทรงจำของตัวเองเป็นสิ่งซึ่ง เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน เรียกว่าเป็น The Biography of Nation  แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น(และไม่ใช่ผู้เขียนคนเดียวที่มีปัญหากับสิ่งนี้) คือความคับแคบของชาตินิยมต่างหาก ความคับแคบเหล่านี้ถูกผลิตผ่านกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์บกพร่อง การตัดตอนทางประวัติศาสตร์ การผูกขาดความจริง และที่สำคัญที่สุดคือการที่นักชาตินิยม(ผู้รักชาติพันธุ์ตัวเองยิ่งชีพ)เหล่านี้ขาดไปคือชาตินิยมของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน จนหลายครั้งหลายคราที่ชาตินิยมอันคับแคบได้กระทำในสิ่งซึ่งมนุษย์ไม่ควรกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน อย่างไม่มีข้อยกเว้นใดๆ
    
      สุดท้ายผู้เขียนไม่มีข้อสรุปใดๆ มีเพียงความหวังและเชื่อว่าเป็นไปได้อย่างแน่นอนเช่นเดียวกับ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ยังคงมีความหวังที่จะเห็นชาตินิยมที่จะ Make Love not War เสมอมา โดยไม่คำนึงถึงอายุของท่านว่าจะล่วงเลยไปเท่าไรแล้ว  ท่านยังคงมีหวังอย่างไม่เปลี่ยนแปลง …..      


   หมายเหตุ บทความนี้เผยเเพร่ครั้งเเรกใน www.deepsouth.org   

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

สถาบันการศึกษาและปอเนาะ : อดีต-ปัจจุบัน

หมายเหตุ  บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งเเรกในวารสารสะมิอ์นา วาอะตออ์นา  ฉบับที่ 11


ปอเนาะในฐานะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปัจจุบันมีการปรับการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความรู้ทางศาสนาและความรู้ทางสามัญเพื่อใช้ในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมองได้ว่าเป็นการปรับตัวอีกระดับหนึ่งของปอเนาะซึ่งในเรื่องนี้ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์มุสลิมคนสำคัญได้มองว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงสองทางที่ยังคงมีอยู่ กล่าวคืออิสลามศึกษามีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็น Radical Science ปรับให้มีความสอดคล้องกับ Alterity มากขึ้น   ซึ่งการปรับเปลี่ยนตรงนี้ฉันมองว่าเกิดจากสองประเด็นหลัก ดังนี้
1.             การปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับภาวะสังคมแวดล้อมและภาวะสมัยใหม่ของโลกปัจจุบันอย่างที่ชัยวัฒน์และนักวิชาการอื่นๆนำเสนอ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถออกไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพื่อประกอบวิชาชีพในอนาคตต่อไปได้
2.             การเปลี่ยนแปลงที่เกิดการโลกทัศน์ของผู้รู้ที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ ตั้งแต่ช่วงปลายถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มีผู้รู้ที่จบมาจากดินแดนมุสลิมอื่นๆนอกจากฮารอมัยน์มากขึ้น ซึ่งได้แก่ อียิปต์  โมรอกโค มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งในยุโรปหรืออเมริกาก็ตาม ซึ่งดินแดนเหล่านี้มีลักษณะ เปิดมากกว่าดินแดนฮารอมัยน์ จึงก่อให้เกิดโลกทัศน์แห่งความสมัยใหม่แก่ผู้รู้ที่กลับมา ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปัจจุบัน
      อย่างไรก็ตามฉันเห็นว่าการปรับเปลี่ยนพัฒนาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในประเทศไทยปัจจุบันมีลักษณะที่มีความต้องการให้มีระบบการเรียนการสอนอิสลามและสามัญในแบบของประเทศมาเลเซียซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพทางการศึกษาที่สูง ซึ่งแนวทางที่ถูกขับขานในปัจจุบันคืออิสลามาภิวัฒน์องค์ความรู้ .............

อ่านเเละดาวน์โหลดบทความทั้งหมดที่ http://www.4shared.com/document/CATi6ljZ/___online.html?   



วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติศาสตร์การเมืองปาตานีเเนวใหม่ : มุมมองว่าด้วยความรุนเเรงภายใต้สภาวะสองรัฐ สองจินตนาการ


บทความนี้ไม่ใช่บทความศาสนา  เป็นบทความวิชาการสังคมศาสตร์ซึ่งเขียนตอนเรียนอยู่ปีสาม  นำเสนอในงานประชุมวิชาการทางสังคมวิทยาเเห่งชาติ  ในเดือนมิถุนายน 2553   ซึ่งสหายท่านหนึ่งเเนะนำให้เผยเเพร่ (เเนะนำไว้นานเเล้ว ตั้งเเต่เพิ่งนำเสนอเสร็จใหม่ๆ )

อ่านกด  http://www.4shared.com/document/h1RKRr5q/New_Patani_by_Anond.html?

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อิสลามไม่ใช่ประชาธิปไตย

      การสรรเสริญทั้งหมดเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวแห่งสากลโลก ชัยชนะย่อมเป็นของผู้ยำเกรงและไม่มีความเป็นศัตรูนอกจากกับบรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮ์
       ขอปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้า นอกจากอัลลอฮ์และมูฮัมมัดเป็นบ่าวและรอซูลลุลลอฮ์ ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด ผู้เป็นรอซูลท่านสุดท้าย ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแด่ท่าน วงศ์วานของท่าน สหายผู้ประเสริฐของท่าน ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแก่บรรดามุจาฮิดีน ผู้ซึ่งเจริญรอยตามศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในการต่อสู้เพื่อสถาปนากฎหมายของอัลลอฮ์ขึ่นมาบนหน้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนบรรดาผู้เจริญรอยตามท่านรอซูลด้วยดีตราบวันแห่งการพิพากษา
     แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งศาสนดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม มาพร้อมกับสัจธรรมของพระองค์เพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำเพื่อเป็นความเมตตาแก่ผู้ใคร่ครวญและดำเนินวิถีตามที่อัลลอฮ์บัญชา ดังนั้นทางนำที่ดียิ่งคือทางนำของมูฮัมมัด และทางที่เลวคือทางอื่นจากนี้
     อัลลอฮ์อัซซะวะญัล กล่าวว่า
وَمَن لَّمْ يَحْكُم بِمَا أَنزَلَ اللَّـهُ فَأُولَـٰئِكَ هُمُ الْكَافِرُونَ
และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านี้คือกาเฟร (มาอิดะ : 44)

     เกี่ยวกับสาเหตุการประทานอายะฮ์นี้ อิบนุอับบาส ,อัลบะรอ บินอะซิบ, ฮุซัยฟะฮ์ บินยะมัน, ฮะซัน อัลบัศรี และท่านอื่นๆกล่าวว่า  อัลลอฮ์ได้ตำหนิอะฮ์ลุลกีตาบซึ่งพวกเขาได้หันเหไปใช้หลักการตัดสินอื่นจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์[1]
อิบนุญะรีร กล่าวว่า อะลี บินอะบีฏอลฮะ กล่าวว่า อิบนุอับบาส ได้อธิบายว่า
  فَأُولَـٰئِكَ هُمُ الْكَافِرُونَ
คือ ผู้ที่ปฏิเสธการใช้กฏหมายของอัลลอฮ์[2]   (เขาคือกาเฟร)  อบูดาวูดบันทึกเพิ่มเติมว่า อิบนุอับบาส กล่าวต่อไปอีกว่า พวกเขาใช่กฎหมายกุฟุร เกลียดผู้ศรัทธา เกลียดคัมภีร์ของอัลลอฮ์ เกลียดมลาอีกะ เกลียดรอซูลลุลลอฮ์[3]
                                     فَأُوْلَـئِكَ هُمُ الظَّـلِمُونَ
الْفَـسِقُونَ
คือผู้ที่ยอมรับกฎหมายของอัลลอฮ์แต่ไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งพวกเขาคือซอลิมูน(ผู้อธรรม) ฟาสิกูน (ผู้ฝ่าฝืน) ซึ่งเป็นผู้กระทำบาป[4]
ในเรื่องนี้อิมามอิบนุบาซ รอฮ์มาตุลลอฮิอลัย กล่าวว่า
     ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าทางนำอื่นนั้นดีกว่าทางนำของมุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม หรือเชื่อว่าข้อตัดสินอื่นนอกจากท่านนบี ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม นั้นดีกว่าข้อตัดสินของท่านนบีแล้วไซร้ ก็ดุจดังบุคคลที่พิจารณาว่าข้อตัดสิน(กฎหมาย)ของตะวาฆีต(ตอฆูต)นั้นคือสิ่งที่ดีกว่าข้อตัดสินของท่านนบี ดังนั้น(หากใครเชื่อเช่นนั้นก็ถือว่า)เขาคือกาเฟร
     เชคอับดุลอะซีส อัรอญิฮีย์ ได้ฟัตวาไว้ในหนังสือที่ท่านได้ทำการอรรถาธิบายหนังสือของเชคมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ รอฮ์มาตุลลอฮิอลัย ที่ชื่อว่า นะวากิดุลอิสลามไว้ดังนี้
     และเช่นนั้นแหละหากเขาเชื่อว่ามีกฎหมายอื่นที่ดีกว่ากฎหมายของมุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เช่นที่คนๆหนึ่งเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายฆราวาส(เซคิวลาร์)นั้นดีกว่ากฎหมายชะรีอะฮ์ ดังนั้นบุคคลเช่นนี้ได้ถือว่าตกศาสนาไปแล้วตามอิจญมาอ์ของบรรดามุสลิม และเช่นกันหากเขาเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์นั้นเสมอเหมือนกับการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮ์ก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟร(การกระทำที่อยู่ในขอบข่ายของการปฏิเสธศรัทธา)
     เมื่อบุคคลใดได้ตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์และศรัทธาว่ากฎหมายเหล่านั้นดีกว่ากฎหมายชะรีอะฮ์ก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟรเมื่อบุคคลใดได้ตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์และเชื่อว่ามันเสมอเหมือนกับการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮ์ก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟร และเมื่อบุคคลใดก็ตามที่เชื่อว่ากฎหมายชะรีอะฮดีกว่ากฎหมายเซคิวลาร์และเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์เป็นที่อนุมัติก็ถือว่าเขาได้ทำการกุฟรฺเช่นกัน ดังนั้นเงื่อนไขทั้งสามนี้คือปัจจัยที่ทำให้เขาให้เขากระทำการณ์อันเป็นกุฟร[5]
     อิมามมุฮัมมัด บิน ซอและฮ์ อัลอุษัยมีน รอฮิมาฮุลลอฮ์ ได้ฟัตวาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า
    ผู้นำที่เที่ยงธรรมคือผู้นำที่ยุติธรรมกับประชาชนของเขา แน่นอนว่าไม่มีความยุติธรรมใดๆที่จะถูกต้องกว่า และไม่มีข้อปฏิบัติใดๆที่จะเกิดผลได้ดี ยิ่งไปกว่าการใช้กฎหมายของอัลลอฮ์ นี้คือขั้นสูงสุดของความยุติธรรมที่แท้จริง


อ่านต่อ กด http://www.4shared.com/document/gR1EpCX5/_online.html?


[1] อิบนุกะซีร  ฉบับภาษาอังกฤษ โดยเชคซาฟิรเราะฮ์มาน อัลมุบารอกฟูรีย์  ซึ่งฉันได้ดูผ่านโปรแกรมตัฟซีรอิบนุกะษีรซึ่งไม่ได้ระบุหมายเลขหน้าไว้  (ต่อไปนี้จะใช้อ้างแค่ว่า อิบนุกะษีร)
[2] อิบนุกะษีร
[3] อิบนุกะษีร
[4] อิบนุกะษีร
[5] ชัรฟุดดีน อามิลี  อ้างใน  ข้อตัดสินว่าด้วยการใช้กฎหมายอื่นนอกจากกฎหมายของอัลลอฮฺ : กระบวนการพิทักษ์ความคิดมูลฐานต่อเอกวิทยาแห่งนิติศาสตร์   เพิ่มเติมที่ http://islamic-dialectic.blogspot.com/2011/01/blog-post_23.html

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทำไมมุสลิมจึงห้ามเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง : ประมวลสิ่งฮะรอมที่มีอยู่ในกิจกรรมรับน้อง โดย กลุ่มรณรงค์รับน้องอย่างถูกต้อง




ทำไมมุสลิมจึงห้ามเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง : ประมวลสิ่งฮะรอมที่มีอยู่ในกิจกรรมรับน้อง         โดย กลุ่มรณรงค์รับน้องอย่างถูกต้อง

1.การร้องเพลง ลุกมานอายะฮ์ที่ 6           وَمِنَ النَّاسِ مَن يَشْتَرِي لَهْوَ الْحَدِيثِ لِيُضِلَّ عَن سَبِيلِ اللَّـهِ بِغَيْرِ عِلْمٍ وَيَتَّخِذَهَا هُزُوًا
أُولَـٰئِكَ لَهُمْ عَذَابٌ مُّهِينٌ
และในหมู่มนุษย์มีผู้ซื้อเอาเรื่องไร้สาระ เพื่อทำให้เขาหลงไปจากทางของอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้ และถือเอามันเป็นความบันเทิง ชนเหล่านี้พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันอัปยศ
     จากอายะฮ์นี้ อิบนุอับบาส ผู้เป็นอุลามาอ์แห่งอุมมะฮ์นี้กล่าวว่า لَهْوَ الْحَدِيثِ (เรื่องไร้สาระ) หมายถึงการร้องเพลง และอิบนูมัสอูดก็มีทัศนะเช่นเดียวกัน นอกจากซอฮาบะฮ์ทั้งสองท่านแล้วบรรดาอิมามตาบีอีนและสลัฟท่านอื่นที่มีทัศนะเช่นนี้ ได้แก่ มุญาฮิด,ฮะซัน อัลบัศรีย์,อิกรีมะฮ์,สะอีด บินซุเบร,กอตาดะ (อิบนุกะษิร 3/442)

อันนัจม์ อายะฮ์ที่ 61                  وَأَنتُمْ سَامِدُونَ              และพวกเจ้ายังคงหลงระเริง ลืมตัว
     จากอายะฮ์นี้ อิบนุอับบาส ผู้เป็นอุลามาอ์แห่งอุมมะฮ์นี้กล่าวว่า     سَامِدُونَ        (หลงระเริง ลืมตัว) หมายถึง การร้องเพลง        (อิบนุกะษิร 3/261)

      ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงจะเกิดขึ้นกับอุมมะฮ์ของฉันกลุ่มหนึ่ง พวกเขาจะทำดนตรีให้เป็นสิ่งฮะลาล (บุคอรี 5590)

     ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงจะเกิดขึ้นกับอุมมะฮ์ของฉันกลุ่มหนึ่ง ที่นักร้องหญิงจะมาสู่พวกเขาและดนตรีจะถูกแสดงต่อพวกเขา (บุคอรี ใน อิบนุหะญัร อัลอัสกอลานีย์ /ฟัตหุลบารีย์ 10/55 )

ทัศนะของอิมามทั้งสี่ เกี่ยวกับการร้องเพลงและดนตรี
อิมามมาลิก เห็นว่า   เป็นการกระทำของฟาสิกูน (ผู้ฝ่าฝืน)
อิมามอบูฮะนีฟะฮ์ เห็นว่า    เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ
อิมามชาฟีอีย์ เห็นว่า ไม่ชอบให้กระทำและใครกระทำบ่อย ตัวเขาไม่สามารถเป็นพยานได้
อิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัล เห็นว่า เป็นการก่อให้เกิดนิสัยมุนาฟิก(นิฟาก)ในหัวใจผู้กระทำ (ใน ฮะดีษที่ถูกคัดเลือก หน้า 93)

2. มีการเรียกร้องไปสู่การนิยมพรรคพวก (อะซอบียะฮ์) เช่น มหาวิทยาลัยนิยม คณะนิยม สาขานิยม ซึ่งละเลยความเป็นพี่น้องซึ่งเป็นวายิบเหนือมุสลิมทุกคน  ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ใครอะซอบียะฮ์(เรียกร้องไปสู่การนิยมพรรคพวก)ไม่ใช่พวกของฉัน แต่พวกของฉันคือผู้ที่ช่วยเหลือพี่น้องของเขาที่ถูกอธรรม (ฮะดิษรายงานจาก อับดาด ด้วยสายรายงานที่เชื่อถือได้ ในมุสนัดอิมามอะหมัด อ้างในฮะดิษที่ถูกคัดเลือก หน้า 188)

3.นอกจากนี้มีพฤติกรรมที่ค้านกับซุนนะฮ์ อันประเสริฐของท่านรอซูลหลายอย่างซึ่งฉันไม่สามารถบอกรายละเอียดเนื่องจากความจำกัดของกระดาษ เช่น การบังคับให้รุ่นน้องสลามรุ่นพี่ ซึ่งค้านกับซุนนนะฮ์ การยืนให้เกียรติมนุษย์ที่ยังไม่ตายซึ่งค้านกับซุนนะฮ์  การปะปนชายหญิงซึ่งฮะรอมเพราะทางซึ่งจะนำไปสู่สิ่งฮะรอม ทางนั้นย่อมฮะรอมในตัวของมัน
     ท่านรอซูลกล่าวว่า มุสลิมกระทำตาม(วิถี)ของมุสลิม กาเฟรกระทำตาม(วิถี)ของกาเฟร   (บุคอรี กิตาบุลมะนากิบ บาบ 1 ฮะดิษที่ 6)

     อิมามแห่งอะลุสซุนนะฮ์ วัลญามาอะฮ์ อะหมัด อิบนุฮัมบัล กล่าวว่า ใครที่ค้านซุนนะฮ์ท่านรอซูล พึงทราบเถิด เขาได้ยืนอยู่บนปากเหวของ ความหายนะแล้ว (ใน เชคมุฮัมมัดนาซิรรุดดีน อัลบานีย์ : ซีฟัตซอลาตุนนะบี หน้า 22
      
 ฉันหวังว่ากระดาษแผ่นนี้จะเป็นตาชั่งเหมือนกับที่ท่านอิบนุอุมัรเคยกล่าวไว้
เพื่อชั่งสติปัญญาของมุสลิมในการแยกแยะสิ่งดีออกจากสิ่งชั่ว   วัลลอฮุอะลัม
                                                                                 




วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หลักศรัทธาที่ถูกต้อง ภาค 1







คำนำผู้เรียบเรียง

     การสรรเสริญทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวแห่งสากลโลก ชัยชนะย่อมเป็นของผู้ยำเกรงและไม่มีความเป็นศัตรูนอกจากกับบรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮ์
     ขอความโปรดปรานและความสันติมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นรอซูลท่านสุดท้าย ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแด่ท่าน วงศ์วานของท่าน สหายผู้ประเสริฐของท่าน ขออัลลอฮ์ประทานความโปรดปรานแก่บรรดามุจาฮิดีน ผู้ซึ่งเจริญรอยตามศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในการต่อสู้เพื่อสถาปนากฎหมายของอัลลอฮ์ขึ่นมาบนหน้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนบรรดาผู้เจริญรอยตามท่านรอซูลด้วยดีตราบวันแห่งการพิพากษา
     แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งศาสดามุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม มาพร้อมกับสัจธรรมของพระองค์เพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำเพื่อเป็นความเมตตาแก่ผู้ใคร่ครวญและดำเนินวิถีตามที่อัลลอฮ์สั่งใช้
     ฉันได้เรียบเรียงหนังสือ กิตาบุตเตาฮีต ของเชคคุลอิสลามมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ รอฮิมาฮุลลอฮ์ โดยถอดความจากภาษาอังกฤษของสำนักพิมพ์ดารุสสลาม แห่งเบอร์มิงแฮม อังกฤษ โดยฉันให้ชื่อภาษาไทยว่า หลักศรัทธาที่ถูกต้อง ซึ่งฉันว่าจะสร้างความเข้าใจแก่ผู้ต้องการศึกษาอกีดะฮ์แห่งอะลุสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์
     ก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือของสหายท่านหนึ่งคือ ชัรฟุดดีน อามิลี ได้ออกหนังสือ วะฮะบีย์ศึกษา : ฉบับไม่งมงาย ซึ่งได้กล่าวถึงการฟื้นฟูอิสลามของเชคอิบนุอับดุลวะฮาบ และโต้คำใส่ร้ายของพวกบิดอะฮ์และผู้เสียผลประโยชน์ต่างๆที่ได้กระทำต่อท่านเชคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งฉันหวังอีกว่าหนังสือที่ฉันเรียบเรียงเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจอกีดะฮ์ที่มีแบบฉบับจากกีตาบุลลลอฮ์และซุนนะฮ์ที่แท้จริงของท่านเชคอิบนุอับดุลวะฮาบมากยิ่งขึ้นและเลิกสนใจต่อคำครหาต่างๆ



     ฉันขอบคุณสหายชัรฟุดดีน ซึ่งคอยให้คำแนะนำในเรื่องที่ฉันยังไม่มีความชัดเจน อาจารย์ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม อมีรกลุ่มอัซซาบิกูน และสหายที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้หมด ณ ที่นี้ทุกท่าน ขออัลลอฮ์ตอบแทนความดี
    อนึ่ง หากมีความผิดพลาด นั้นย่อมเป็นความผิดพลาดของฉัน ฉันเป็นเพียงบ่าวผู้หนึ่งของอัลลอฮ์ มีขอบเขตข้อจำกัดแห่งความรู้ความสามารถ มีความอ่อนแอความบกพร่องเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ขออัลลอฮ์ชี้แนะในสิ่งที่บกพร่อง โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์อภัยในความผิดของบ่าว แท้จริงพระองค์คืออัลลอฮ์ ผู้กล่าวว่า ความเมตตาของฉันอยู่เหนือความโกรธของฉัน[1]

                                                                                                                          ซาเล็ม  อับดุลลอฮ์
พฤษภาคม 2554




สารบัญ ภาค 1
เรื่อง                                                                                                               หน้า
คำนำผู้เรียบเรียง
สารบัญ
บทที่ 1  ว่าด้วยอัตเตาฮีต (การเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของอัลลอฮ์)                             1
บทที่ ความสำคัญของเตาฮีตและการลบล้างความผิด                                                                 8
บทที่ บุคคลซึ่งตายในสภาพปราศจากชิริกจะเข้าสวรรค์โดยไม่ต้องตรวจสอบบัญชีแห่งการกระทำ  11
บทที่ 4 ความน่าหวั่นเกรงของการตั้งภาคี(ชิริก)                                                                               14   
บทที่ 5 การเรียกร้องสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น                                                      16
บทที่ 6 คำอธิบายอัตเตาฮีตและหลักฐานของประโยค ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์                                       19 
บทที่ 7 การสวมแหวน เชือกถัก หรือเครื่องรางต่างๆเพื่อป้องกันอันตรายหรือปัดเป่าความทุกข์ถือเป็น
           การตั้งภาคี(ชิริก)                                                                                                                23
บทที่ 8 อัรรูฆอ(การร่ายมนต์) ยันต์และเครื่องราง                                                                             26 
บทที่ 9 การขอดุอาต่อต้นไม้ หิน หรือสิ่งอื่นใดนอกเหนืออัลลอฮ์                                                         28
บทที่ 10 การเชือดสัตว์เพื่อสิ่งอื่นนอกเหนืออัลลอฮ์                                                                           31
บทที่ 11 ห้ามเชือดสัตว์ให้แก่อัลลอฮ์ในที่ซึ่งมีการเชือดให้แก่ผู้อื่นนอกจากอัลลอฮ์เช่นเดียวกัน             34
บทที่ 12 การบนบานกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ คือ ชิริก                                                                    36
บทที่ 13 การขอความคุ้มครองต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ คือ ชิริก                                                       37
บทที่ 14 การขอความอนุเคราะห์จากสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ การดุอาต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์คือชิริก  38
บทที่ 15 การอุปโลกป์สิ่งไร้ความสามารถมาเป็นพระเจ้า                                                                41
บทที่ 16 สิ่งที่อัลลอฮ์พูด                                                                                                              44
บทที่ 17 การชะฟาอะ                                                                                                                  47
บทที่ 18 อัลลอฮ์ชี้แนวทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์                                                             50
บทที่ 19 การเป็นกาเฟรเพราะการคลั่งไคล้ในบรรดาคนดี                                                                52
บทที่ 20 ห้ามยึดเอาหลุมศพมาเป็นที่อิบาดะฮ์                                                                               54
บทที่ 21 ห้ามทำให้หลุมศพกลายเป็นเจว็ดที่ถูกบูชา                                                                       56
บทที่ 22 ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งให้หนีห่างทุกหนทางซึ่งจะนำไปสู่การชิริก 58
บทที่ 23 บางส่วนของอุมมะฮ์นี้บูชาเจว็ด                                                                                       60
บทที่ 24 การใช้ไสยศาสตร์  (อัลซิฮร์)                                                                                             64
บทที่ 25 รูปแบบต่างๆของการใช้ไสยศาสตร์                                                                                   67
บทที่ 26 บรรดาหมอดูทั้งหลาย                                                                                                      69
บทที่ 27 การปัดเป่าด้วยคาถา (อันนุชเราะ)                                                                                     71
บทที่ 28 การเชื่อลาง (อัฎฎียาเราะ)                                                                                                 73
บทที่ 29 การดูดาวเพื่อทำนาย (อัตตันญีม)                                                                                      76
บทที่ 30 การทำนายฝนโดยการใช้ดวงจันทร์                                                                                    77



หมายเหตุ  ภาพข้างบนคือภาพของ สะมาหะตุซเชค อับดุลอะซีร บินบาซ  รอฮิมาฮุลลอฮ์ อดีตเเกรนด์มุฟตีเเห่งซาอุดีอารเบีย  ไม่ใช่เชคคุลอิสลามอิบนุอับดุลวะฮาบ  เเต่อย่างใดเพราะในสมัยท่านยังไม่มีกล้องถ่ายรูป


[1] อิมามบุคคอรี  บทที่ 48 ส่วนที่ 5 เลขที่ฮะดีษ 2365